เรียน ท่าน พล.อ.กิตติ รัตนฉายา
ผมได้ชมบทสัมภาษณ์ของท่านในรายการ สู้เพื่อบ้านเมืองจนจบ (ยกเว้น Part 7 ไม่มีใน Youtube) ผมสามารถจับประเด็นสำคัญได้สองเรื่องคือ เรื่องของการปฏิรูปทางการเมือง และ บทบาทของทหารในการสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมือง
ในภาพรวมผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวค่อนข้างมีความเสี่ยงในประเด็นดังต่อไปนี้
1. หากเผลอออกมาว่า Vote NO มากกว่า คำถามต่อไปคือเรามี Road Map หรือแผนการดำเนินการอย่างไรต่อไป ผมมีความเชื่อว่า ปชช.ไทยส่วนใหญ่ ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าการ VOTE NO กับการไม่ออกไปเลือกตั้งต่างกันอย่างไร สังคมไทยเริ่มมาจากสังคมศักดินา คือ ปล่อยให้เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของผู้นำ เป็นหลัก ไม่เหมือนกับสังคมตะวันตกที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับระบบประชาธิปไตยมาช้านาน ประกอบกับระบบการศึกษาของไทยที่เน้นเรื่องการจำ มากกว่าการคิด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ จะถูกชี้นำได้ง่ายมาก คิดแบบ Critical ไม่เป็น
2. ต่อจากข้อ 1 แล้วใครจะออกมาเป็นผู้นำ การดำเนินการทุกอย่างต้องมีผู้นำ แล้วผู้นำใครจะแต่งตั้งและเขาผู้นั้นจะได้รับการยอมรับหรือเปล่า จากทุกๆฝ่าย
3. การที่เราจะมอบอำนาจคืนให้กับพระมหากษัตริย์ ในภาพรวมผมเห็นด้วย แต่ประเด็นนี้มีความล่อแหลมสูงมาก เพราะเราอาจจำเป็นตัวเร่งหนึ่งในการทำลายสถาบันโดยที่เราเองก็คาดไม่ถึง ผมขอเรียนถามว่าเรามีตัวอย่างหรือกรณีเปรียบเทียบอื่นๆบ้างหรือไม่ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า รธน.ไทย ฉบับไหนเคยกล่าวไว้บ้างในกรณีการมอบอำนาจคืนให้กับพระมหากษัตริย์ หรือกติกาในการเลือกตั้งฉบับใดเคยกล่าวถึงในประเด็นนี้ หากไม่มีเลย ก็อย่างที่ผมกล่าวมีความเสี่ยงสูงมากๆ
4. เมื่อท่านพูดถึงกองทัพ ท่านหมายถึงทหารเหล่าใด หน่วยใด เพราะถ้าจะว่ากันตรงๆ กองทัพเองก็ควรจะมีการปฏิรูปเช่นกัน ผมบอกได้เลยว่าถ้าผู้นำกองทัพ (โดยเฉพาะกองทัพบก) ยังมาจากคนกลุ่มเดิม เขาก็จะคิดแบบเดิมๆ อย่างที่ท่านได้เคยเห็นมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา ที่สำคัญเขาจะคิดแค่ปกป้องผลประโยชน์และอำนาจของกลุ่มตนเท่านั้น การคัดเลือก ผบ.หน่วย ระดับ ผบ.พันของ ทบ.ไทยในปัจจุบัน พิจารณาแค่ว่าคนของใคร หน่วยไหน ไม่เคยพิจารณาเรื่องความรู้, ความชำนาญ, ประสบการณ์และสมรรถภาพร่างกายเลยด้วยซ้ำ ผบ.พัน.ร. บางหน่วยไม่เคยทดสอบร่ายกายเลย ซึ่งต่างจากกองทัพของประเทศที่พัฒนาแล้วมากๆ เพราะฉะนั้นการเอากองทัพในยุคนี้เข้ามาเกี่ยวข้องก็มีความเสี่ยงอีกเช่นกัน ที่จะนำประเทศไปสู่ระบอบอนาธิปไตย
5. ต่อจากข้อ 4 จุดอ่อนของกองทัพท่านไม่ต้องดูอะไรมาก ดูเรื่องการจัดสายการบังคับบัญชา ก็ล้มเหลวตั้งแต่ระดับ บก.กองทัพไทยแล้ว เพราะว่า ผบ.สูงสุด ไม่สามารถควบคุม ผบ.เหล่าทัพได้ ซึ่งสิ่งนี้ ส่อให้เห็นว่า ผู้นำระดับสูงของกองทัพยังไม่เข้าใจองค์กรของตนเองเลย หรือถ้าแย่กว่านั้นก็คือเข้าใจ แต่ไม่อยากแก้ไข ผมขอเรียนตามตรงเลยว่ากองทัพไทย ไม่สามารถรบร่วมกับชาติพันธมิตรอื่นๆได้เลยอีกต่อไป เพราะว่ากระบวนการคิดในเรื่อง Joint Operations ยังอยู่ในระดับที่ล้าหลังมาก เรามีบทเรียนเรื่องบ้านร่มเกล้า ก็ไม่เคยนำมาแก้ไข ผบ.เหล่าทัพ บางเหล่าทัพ เรียนแค่ รร.สธ. แต่ไม่ใส่ใจที่จะเรียนต่อในวิทยาลัยการทัพ แค่นี้ก็เห็นเลยว่าแนวคิดต่างๆ ยังอยู่แค่ระดับยุทธวิธีเท่านั้น ระดับยุทธการก็เริ่มเลือนลาง ยิ่งการคิดแบบยุทธศาสตร์ก็คงไม่ต้องกล่าวถึง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปฏิบัติการกรณีขัดแย้งกับ กพช. ก็แก้ไขปัญหากันไปแบบวันๆ ถมกำลังใส่กันเข้าไป แบบไม่วางแผนระดับยุทธศาสตร์ก่อน สุดท้ายก็คือนำชีวิตลูกน้องไปตายเปล่า
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด คือแนวคิดของผม เกี่ยวกับบ้านเมืองและกองทัพ ผมเองก็ จบ.รร.จปร. เช่นเดียวกับท่านและบุตรชายของท่าน มีความรักในสถาบันกษัตริย์,ชาติและทหาร ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่อาจจะมีประสบการณ์น้อยกว่า ที่ผ่านมา ผมทำงานด้วยความตั้งใจ ซื่อสัตย์ สุจริต อยู่ในระเบียบวินัย แต่ตอนนี้ก็เริ่มท้อแท้แล้ว กับสภาพและค่านิยมของกองทัพที่เป็นอยู่ นายทหาร จปร. ส่วนใหญ่รักสบาย รักวัตถุนิยม ไม่สนใจขวนขวายหาความรู้ มุ่งแต่พยายาม หาตำแหน่งสูงๆ โดยไม่สนใจในเรื่องคุณธรรมและผลประโยชน์ส่วนรวมของกองทัพและชาติ รุ่นพี่ ส่วนใหญ่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง ทำให้รุ่นน้องเข้าใจและจำภาพที่่ผิดๆ ไป
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นคือความในใจและข้อห่วงใยของผม
ด้วยความเคารพอย่างสูง
สามัคคี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น