เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2517 ขบวนการยังเตอร์กแห่งกองทัพโปรตุเกส นำโดย พันเอก Antonio Ramalho Eanes ได้กระทำรัฐประหารโค่นระบอบเผด็จการของฝ่ายพลเรือนของนาย Antonio Salazar และนาย Marcello Caetano ได้อย่างเป็นผลสำเร็จ และมีผลทำให้ประเทศโปรตุเกสกลับมามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองโปรตุเกสยุคศตวรรษที่ 20 ด้วย นอกจากมีผลทำให้ภาพพจน์ ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกองทัพโปรตุเกสมีความโดดเด่น และเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนโปรตุเกสแล้ว การรัฐประหารดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการรัฐประหารที่ฝ่ายกองทัพโปรตุเกสทำเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน ไม่ใช่เพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการทหารเข้าแทนที่ระบอบเผด็จการพลเรือน
ความสำคัญของการัฐประหารโดยขบวนการยังเติร์กแห่งกองทัพโปรตุเกส (ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยทหารจากองทัพบกโปรตุเกส) ยังมีความสำคัญในด้านมิติต่างประเทศอีกด้วย เนื่องจากอิทธิพลปรากฏการณ์ของสิ่งที่เรียกว่า “ผลในทางสาธิต” (demonstration effect) ที่สืบเนื่องมาจากผลของความสำเร็จของการรัฐประหารในโปรตุเกสได้มีอิทธิพลโดยตรงต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของโปรตุเกส เช่น กรีซ และสเปน เพราะหลังจากชัยชนะของการรัฐประหารในโปรตุเกสเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศกรีซ (ระบอบเผด็จการทหารถูกพลังประชาชนโค่นเป็นผลสำเร็จ) และในสเปน (รัฐบาลเผด็จการทหารของนายพลฟรังโก เริ่มผ่อนคลายมาตรการเผด็จการต่าง ๆ ที่ได้มีผลทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนสู่การเมืองสเปนในสองปีจากนั้น หลังการตายของนายพลฟรังโก)
หากเรายึดการรัฐประหารเพื่อโค่นเผด็จการพลเรือน และคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนที่ได้เกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส เมื่อ 25 เมษายน 2517 มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางการเมืองที่กำลังมีอยู่ในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน เราสามารถวิเคราะห์โดยสรุปประเด็นสำคัญต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้
1) ไม่ว่าจะเป็นในสังคม – การเมืองของประเทศใด และภายใต้ระบอบการปกครองแบบใดก็ตาม กล่าวได้ว่า กองทัพ คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด และที่มีอำนาจชี้ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เช่นที่ปรากฏในสังคม-การเมืองไทยขณะนี้ เพราะฉะนั้นในสถานการณ์แหลมคมและมีวิกฤตการณ์ร้ายแรงสืบเนื่องโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่เป็นเผด็จการและไร้ความชอบธรรมกับฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้สถานการณ์ร้ายแรงดังกล่าว คำว่า “เป็นกลาง” ย่อมไม่มีกองทัพ จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดอย่างแน่วแน่ และอย่างเร่งด่วนว่า กองทัพจะอยู่ข้างใด หากกองทัพเพิกถอนการสนับสนุนค้ำจุนรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมและไม่ยินยอมใช้กำลังทำร้ายประชาชน รัฐบาลที่หมดความชอบธรรมย่อมล่มสลาย และสิ้นอำนาจอย่างแน่นอนที่สุด ซึ่งในกรณีของโปรตุเกส รัฐบาลเผด็จการพลเรือนล่มสลายในพริบตาเดียว
2) หากหน้าที่สำคัญที่สุดของแพทย์ คือ ดูแลรักษาสุขภาพของผู้ป่วย หน้าที่สำคัญที่สุดของกองทัพก็คือ การปกป้องดูแลรักษาสังคมประเทศชาติให้มีเสถียรภาพ สันติสุข ความเป็นธรรมและความก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไร้ซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงในทุก ๆ ด้าน สืบเนื่องจากการหมดความชอบธรรมในทุก ๆ ด้านของรัฐบาล ถือได้ว่ากองทัพโปรตุเกสได้ทำหน้าที่ดูแล ปกป้องสังคม – การเมืองให้หลุดพ้นจากเผด็จการพลเรือน กองทัพไทยก็สามารถมีบทบาทสำคัญนี้ได้เช่นกัน
3) ในกรณีของเผด็จการพลเรือนโปรตุเกสเป็นเรื่องของการโค่นระบอบเผด็จการที่มีอำนาจการเมืองที่ร้ายแรง แต่ในกรณีของไทย รัฐบาลประชานิยมไทยรักไทย มีทั้งอำนาจการเมืองบวกกับอำนาจเศรษฐกิจที่มีพิษร้ายแรงยิ่งกว่าอำนาจการเมือง ปัจจัยกองทัพจึงยิ่งมีความสำคัญเร่งด่วนเป็นทวีคูณ ในการช่วยปกป้องคุ้มครองประชาธิปไตยและประชาชน มิให้ถูกรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมทำลาย และนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะ
4) กองทัพไทยจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจถ่องแท้ และถูกต้องว่า มีความแตกต่างมากระหว่างการสนับสนุนรัฐบาลกับการสนับสนุนประชาธิปไตย เพื่อจะได้อยู่ในฐานะแยกแยะความจริงจากความเท็จ และประชาธิปไตยจากเผด็จการได้ และสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงที่ปรากฏในแต่ละห้วงเวลา เพราะตั้งแต่รัฐบาลทักษิณขึ้นมามีอำนาจตลอด 5 ปีกว่าที่ผ่านมา ได้พยายามบิดเบือนความจริง และข้อเท็จจริง โดยล้างสมองประชาชนให้หลงเชื่อว่า การสนับสนุนรัฐบาล คือ การสนับสนุนประชาธิปไตย ยิ่งขณะนี้ รัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว ยิ่งพยายามโหมเน้นว่า การสนับสนุนรัฐบาลมีความหมาย เป็นอย่างเดียวกันกับการสนับสนุนประชาธิปไตย ทุกเผด็จการเมือใกล้สิ้นอำนาจก็จะหันมาพึ่งพาหากินกับคำว่า “ประชาธิปไตย” ประชาชนที่ร่วมกันชุมนุม ณ ที่ท้องสนามหลวงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาล้วนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ เพราะถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีความเป็นเผด็จการสูง ขาดความชอบธรรม และล้มละลายในทุกด้าน ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นเพราะประชาชนเห็นว่า ประชาธิปไตยจะช่วยทำให้ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขหมด แต่ประชาชนเชื่อมั่นในประชาธิปไตย เพราะว่าประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิอันชอบธรรม ปลดผู้นำที่ไร้ความชอบธรรมได้
5) สิ่งที่ประชาชนและกองทัพเพื่อประชาธิปไตยต้องระวัง และจับตาเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองขณะนี้ คือ แนวโน้มที่รัฐบาลทักษิณจะสร้างสถานการณ์ร้ายแรงให้เกิดขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (เช่น ข่าวการวางระเบิดที่ป้อมตำรวจหน้าบ้านพัก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เมื่อบ่ายวันที่ 9 มีนาคม 2549) เพื่อนำมาใช้เป็นข้ออ้างประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศ หรือที่ศัพท์ทางวิชการเรียกว่า การรัฐประหารโดยฝ่ายรัฐบาลเอง หรือโดยฝ่ายบริหาร (executive coup) พูดง่าย ๆ ก็คือ ทักษิณล้มระบอบประชาธิปไตย โดยการทำรัฐประหารตนเองเพื่อเป็นการปิดปากประชาชน และยุติการเคลื่อนไหวทุกด้านของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย หากเป็นจริงขึ้นมา ทั้งมุสโซลินี และฮิตเลอร์ ก็คงยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่ลูกศิษย์คนโปรดทำได้สำเร็จแล้ว
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2517 การรัฐประหารของกองทัพโปรตุเกส ได้เป็นผลทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนสู่สังคม – การเมืองโปรตุเกส ตลอดจนมีผลทำให้โปรตุเกสได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป รวมทั้งมีผลทำให้อดีตเมืองขึ้นของโปรตุเกสทั้งในทวีแอฟริกา และเอเชียได้รับเอกราชอธิปไตย
ในเมื่อทักษิณาชอบพูดคุยคนเดียว (monologue) โดยหลีกเลี่ยงคู่สนทนา (dialogue) เพราะฉะนั้นก็ถึงกาลของบทส่งท้าย (epilogue) ดังนั้น เดือนมีนาคม 2549 กองทัพไทยเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนก็สามารถมีบทบาทอันสำคัญยิ่งช่วยปกป้องส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กลับคืนสู่สังคม – การเมืองไทยได้เช่นกัน ประชาชนก็จะมั่นใจในกองทัพเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนที่จะทำหน้าที่กอบกู้ประชาธิปไตย เสถียรภาพและความมั่นคงกลับคืนมาสู่ประเทศชาติได้อย่างแน่นอน.
โดย สุรพงษ์ ชัยนาม
12 มีนาคม 2549 เวลา 17.17 น.
ASTV ผู้จัดการ
จาก จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น