วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย

         เมื่อวันที่  25  เมษายน 2517 ขบวนการยังเตอร์กแห่งกองทัพโปรตุเกส นำโดย พันเอก Antonio  Ramalho  Eanes ได้กระทำรัฐประหารโค่นระบอบเผด็จการของฝ่ายพลเรือนของนาย Antonio  Salazar  และนาย Marcello  Caetano  ได้อย่างเป็นผลสำเร็จ  และมีผลทำให้ประเทศโปรตุเกสกลับมามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองโปรตุเกสยุคศตวรรษที่ 20 ด้วย  นอกจากมีผลทำให้ภาพพจน์  ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกองทัพโปรตุเกสมีความโดดเด่น และเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนโปรตุเกสแล้ว  การรัฐประหารดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการรัฐประหารที่ฝ่ายกองทัพโปรตุเกสทำเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน  ไม่ใช่เพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการทหารเข้าแทนที่ระบอบเผด็จการพลเรือน     
 
ความสำคัญของการัฐประหารโดยขบวนการยังเติร์กแห่งกองทัพโปรตุเกส (ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยทหารจากองทัพบกโปรตุเกส) ยังมีความสำคัญในด้านมิติต่างประเทศอีกด้วย  เนื่องจากอิทธิพลปรากฏการณ์ของสิ่งที่เรียกว่า ผลในทางสาธิต (demonstration effect)  ที่สืบเนื่องมาจากผลของความสำเร็จของการรัฐประหารในโปรตุเกสได้มีอิทธิพลโดยตรงต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของโปรตุเกส  เช่น  กรีซ  และสเปน  เพราะหลังจากชัยชนะของการรัฐประหารในโปรตุเกสเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น  ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศกรีซ (ระบอบเผด็จการทหารถูกพลังประชาชนโค่นเป็นผลสำเร็จ) และในสเปน (รัฐบาลเผด็จการทหารของนายพลฟรังโก  เริ่มผ่อนคลายมาตรการเผด็จการต่าง ๆ  ที่ได้มีผลทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนสู่การเมืองสเปนในสองปีจากนั้น  หลังการตายของนายพลฟรังโก)
หากเรายึดการรัฐประหารเพื่อโค่นเผด็จการพลเรือน และคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนที่ได้เกิดขึ้นในประเทศโปรตุเกส เมื่อ 25 เมษายน 2517  มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ร้ายแรงทางการเมืองที่กำลังมีอยู่ในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน  เราสามารถวิเคราะห์โดยสรุปประเด็นสำคัญต่าง ๆ  ได้ดังต่อไปนี้
1)  ไม่ว่าจะเป็นในสังคม การเมืองของประเทศใด และภายใต้ระบอบการปกครองแบบใดก็ตาม  กล่าวได้ว่า  กองทัพ คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด และที่มีอำนาจชี้ขาด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน  เช่นที่ปรากฏในสังคม-การเมืองไทยขณะนี้  เพราะฉะนั้นในสถานการณ์แหลมคมและมีวิกฤตการณ์ร้ายแรงสืบเนื่องโดยตรงจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่เป็นเผด็จการและไร้ความชอบธรรมกับฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องความชอบธรรมและสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้สถานการณ์ร้ายแรงดังกล่าว คำว่า  เป็นกลาง  ย่อมไม่มีกองทัพ จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดอย่างแน่วแน่ และอย่างเร่งด่วนว่า   กองทัพจะอยู่ข้างใด  หากกองทัพเพิกถอนการสนับสนุนค้ำจุนรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมและไม่ยินยอมใช้กำลังทำร้ายประชาชน รัฐบาลที่หมดความชอบธรรมย่อมล่มสลาย และสิ้นอำนาจอย่างแน่นอนที่สุด  ซึ่งในกรณีของโปรตุเกส รัฐบาลเผด็จการพลเรือนล่มสลายในพริบตาเดียว
2)  หากหน้าที่สำคัญที่สุดของแพทย์  คือ  ดูแลรักษาสุขภาพของผู้ป่วย  หน้าที่สำคัญที่สุดของกองทัพก็คือ การปกป้องดูแลรักษาสังคมประเทศชาติให้มีเสถียรภาพ  สันติสุข  ความเป็นธรรมและความก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย  ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไร้ซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงในทุก ๆ ด้าน  สืบเนื่องจากการหมดความชอบธรรมในทุก ๆ  ด้านของรัฐบาล  ถือได้ว่ากองทัพโปรตุเกสได้ทำหน้าที่ดูแล  ปกป้องสังคม การเมืองให้หลุดพ้นจากเผด็จการพลเรือน กองทัพไทยก็สามารถมีบทบาทสำคัญนี้ได้เช่นกัน
3)  ในกรณีของเผด็จการพลเรือนโปรตุเกสเป็นเรื่องของการโค่นระบอบเผด็จการที่มีอำนาจการเมืองที่ร้ายแรง  แต่ในกรณีของไทย รัฐบาลประชานิยมไทยรักไทย มีทั้งอำนาจการเมืองบวกกับอำนาจเศรษฐกิจที่มีพิษร้ายแรงยิ่งกว่าอำนาจการเมือง  ปัจจัยกองทัพจึงยิ่งมีความสำคัญเร่งด่วนเป็นทวีคูณ  ในการช่วยปกป้องคุ้มครองประชาธิปไตยและประชาชน มิให้ถูกรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมทำลาย และนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะ
4)  กองทัพไทยจำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจถ่องแท้ และถูกต้องว่า  มีความแตกต่างมากระหว่างการสนับสนุนรัฐบาลกับการสนับสนุนประชาธิปไตย เพื่อจะได้อยู่ในฐานะแยกแยะความจริงจากความเท็จ และประชาธิปไตยจากเผด็จการได้ และสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริงที่ปรากฏในแต่ละห้วงเวลา  เพราะตั้งแต่รัฐบาลทักษิณขึ้นมามีอำนาจตลอด 5 ปีกว่าที่ผ่านมา ได้พยายามบิดเบือนความจริง และข้อเท็จจริง  โดยล้างสมองประชาชนให้หลงเชื่อว่า การสนับสนุนรัฐบาล คือ การสนับสนุนประชาธิปไตย  ยิ่งขณะนี้ รัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว  ยิ่งพยายามโหมเน้นว่า การสนับสนุนรัฐบาลมีความหมาย เป็นอย่างเดียวกันกับการสนับสนุนประชาธิปไตย  ทุกเผด็จการเมือใกล้สิ้นอำนาจก็จะหันมาพึ่งพาหากินกับคำว่า ประชาธิปไตย  ประชาชนที่ร่วมกันชุมนุม    ที่ท้องสนามหลวงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาล้วนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ  เพราะถือว่าเป็นรัฐบาลที่มีความเป็นเผด็จการสูง ขาดความชอบธรรม และล้มละลายในทุกด้าน  ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อประชาธิปไตยไม่ใช่เป็นเพราะประชาชนเห็นว่า ประชาธิปไตยจะช่วยทำให้ปัญหาต่าง ๆ  ได้รับการแก้ไขหมด แต่ประชาชนเชื่อมั่นในประชาธิปไตย เพราะว่าประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิอันชอบธรรม ปลดผู้นำที่ไร้ความชอบธรรมได้
5)  สิ่งที่ประชาชนและกองทัพเพื่อประชาธิปไตยต้องระวัง และจับตาเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองขณะนี้ คือ แนวโน้มที่รัฐบาลทักษิณจะสร้างสถานการณ์ร้ายแรงให้เกิดขึ้น   ทั้งในกรุงเทพฯ  และต่างจังหวัด (เช่น  ข่าวการวางระเบิดที่ป้อมตำรวจหน้าบ้านพัก พลเอกเปรม   ติณสูลานนท์ เมื่อบ่ายวันที่ 9  มีนาคม 2549)  เพื่อนำมาใช้เป็นข้ออ้างประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศ  หรือที่ศัพท์ทางวิชการเรียกว่า การรัฐประหารโดยฝ่ายรัฐบาลเอง  หรือโดยฝ่ายบริหาร (executive  coup) พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ทักษิณล้มระบอบประชาธิปไตย  โดยการทำรัฐประหารตนเองเพื่อเป็นการปิดปากประชาชน  และยุติการเคลื่อนไหวทุกด้านของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย  หากเป็นจริงขึ้นมา  ทั้งมุสโซลินี และฮิตเลอร์  ก็คงยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่ลูกศิษย์คนโปรดทำได้สำเร็จแล้ว
เมื่อวันที่  25  เมษายน  2517  การรัฐประหารของกองทัพโปรตุเกส  ได้เป็นผลทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนสู่สังคม การเมืองโปรตุเกส  ตลอดจนมีผลทำให้โปรตุเกสได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป  รวมทั้งมีผลทำให้อดีตเมืองขึ้นของโปรตุเกสทั้งในทวีแอฟริกา และเอเชียได้รับเอกราชอธิปไตย
ในเมื่อทักษิณาชอบพูดคุยคนเดียว (monologue)  โดยหลีกเลี่ยงคู่สนทนา (dialogue)  เพราะฉะนั้นก็ถึงกาลของบทส่งท้าย (epilogue)  ดังนั้น  เดือนมีนาคม 2549  กองทัพไทยเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนก็สามารถมีบทบาทอันสำคัญยิ่งช่วยปกป้องส่งเสริมประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กลับคืนสู่สังคม การเมืองไทยได้เช่นกัน  ประชาชนก็จะมั่นใจในกองทัพเพื่อชาติ   ศาสน์  กษัตริย์  และประชาชนที่จะทำหน้าที่กอบกู้ประชาธิปไตย เสถียรภาพและความมั่นคงกลับคืนมาสู่ประเทศชาติได้อย่างแน่นอน.

          โดย  สุรพงษ์  ชัยนาม
12 มีนาคม 2549  เวลา 17.17 น.
ASTV  ผู้จัดการ
จาก  จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น