ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเรื่องกองทัพกับประชาธิปไตยภาค 1 ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับลงวันที่ 13 มีนาคม 2549 ซึ่งในบทความดังกล่าวได้พยายามเน้นให้เห็นถึงความสำคัญและการมีบทบาทชี้ขาดของกองบทัพในยามที่ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงในทุก ๆ ด้าน โดยผู้เขียนได้ยกประเด็นเรื่องกองทัพโปรตุเกสดำเนินการโค่นระบอบเผด็จการพลเรือนเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างเป็นผลสำเร็จและอย่างปราศจากการเสียเลือดเนื้อมาเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ปรากฏในประเทศไทยในห้วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
หลังจากวันที่ 25 เมษายน 2517 (เป็นวันที่กองทัพโปรตุเกส ประสบชัยชนะขั้นเด็ดขาดเหนือระบอบเผด็จการฝ่ายพลเรือน ได้เป็นผลทำให้ประเทศโปรตุเกสมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง) กองทัพโปรตุเกสก็ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพิทักษ์รักษา ส่งเสริมและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง (ซึ่งไม่ใช่หมายถึงการไปใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น) ด้วยดีตลอด 32 ปีที่ผ่านมา
1. เหตุผลสำคัญ ๆ ที่กองทัพโปรตุเกสได้นำมาเป็นข้อพิจารณา ก่อนตัดสินใจดำเนินการจัดการกับระบอบเผด็จการพลเรือน พอสรุปได้ดังต่อไปนี้
1.1 ลักษณะความล้มเหลวในทุกด้านของระบอบเผด็จการพลเรือนโปรตุเกส ที่เต็มไปด้วยการเล่นพรรคเล่นพวก และการคอร์รัปชั่นที่มีขึ้นในทุกระดับ และทุกหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ของรัฐถูกการเมืองเข้าแทรกแซงควบคุม (ซึ่งรวมทั้งกองทัพด้วย)
1.2 กองทัพโปรตุเกสตระหนักดีว่าการจะเอาชนะเผด็จการได้อย่างเด็ดขาด กองทัพจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องโน้มน้าวให้ประชาชนมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และถูกต้องในเจตนารมณ์และเป้าประสงค์ที่แท้จริงของกองทัพ ด้วยการประกาศจุดยืนทางการเมืองของกองทัพออกมาอย่างชัดเจน และยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนและประชาธิปไตยอย่างหนักแน่น ไม่หวั่นไหวโดยตระหนักดีว่า การสนับสนุนประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมีความหมายเป็นอย่างเดียวกับการสนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลเปลี่ยนแปลงได้เสมอ (อาจเป็นประชาธิปไตย หรือเผด็จการก็ได้ แต่ประชาธิปไตยนั้น ย่อมมีความเป็นประชาธิปไตยตลอดกาล)
1.3 กองทัพโปรตุเกสตระหนักดีว่าการเมืองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ใดมีการใช้อำนาจ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้านอำนาจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจที่ขาดความชอบธรรม) ความสัมพันธ์ทางอำนาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีพลังต่อต้านอำนาจ ฉะนั้น หากประสงค์ที่จะกำจัดอำนาจเผด็จการ ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้พลังต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ทั้งนี้ การใช้อำนาจที่ขาดความชอบธรรมเกิดขึ้นได้ ก็เพราะกลไกต่าง ๆ ก็ควรทำหน้าที่คาน คัดค้านและถ่วงดุลอำนาจเผด็จการ ล้วนเป็นอัมพาตและถูกครอบงำอย่างสิ้นเชิง การใช้อำนาจกับการต่อต้าน การใช้อำนาจเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ และยังหมายถึงกากรแบ่งแยกออกเป็นสองขั้ว สองฝ่าย โดยธรรมชาติและอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ไม่เปิดโอกาสให้มีการกั๊กหรือเหยียบเรือหลายแคม) ความเป็นกลางจึงไม่มีและมีไม่ได้ เพราะการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ความจริงกับความเท็จ ความดีกับความชั่ว ธรรมกับอธรรม ซ้ายกับขวา ล้วนหมายถึงการต่อสู้ที่ไม่มีคำว่าเจ๊าหรือเสมอกัน จะมีได้ก็ฝ่ายหนึ่งชนะกับฝ่ายหนึ่งแพ้เท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดเป็นเพราะว่าการต่อสู้ที่ไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะย่อมหมายถึงการต่อสู้ที่หาได้บรรลุผลตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้
2. กองทัพไทยจะต้องทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากสภาพการตกเป็นตัวประกันให้กับระบอบทักษิณ
เหตุการณ์ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมที่ได้เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ตอกย้ำและยืนยันให้ประชาชนที่รู้จักคิด ได้เห็นและเข้าใจดีแล้วว่า ทักษิณและระบอบทักษิณได้ประสบความสำเร็จสูงในการครอบงำความคิดของคนไทยให้เห็นดีเห็นชอบด้วยกับนโยบายและการดำเนินงานของระบอบทักษิณ 2 ในทุก ๆ เรื่อง โดยอาศัยนโยบายและมาตรการเพื่อมอมเมาสลับกับการบีบบังคับ และการให้สินบนในรูปแบบต่าง ๆ เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อการดังกล่าว
ความสำเร็จค่อนข้างมากของนโยบายครอบงำที่มีต่อสมาชิกของสังคมโดยทั่วไปและต่อระบบราชการและระบบเศรษฐกิจ-การเมืองได้เป็นผลทำให้ประเทศไทยตกเป็นตัวประกันให้กับทักษิณและระบอบทักษิณอย่างยากที่จะหลุดพ้นได้ หากยังไม่มีการตระหนักในข้อเท็จจริงดังกล่าว
คำถามที่ว่าระบอบทักษิณได้เอาประเทศไทยมาเป็นตัวประกันหมายความว่าอย่างไรนั้น พอสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้
2.1 ทักษิณและระบอบทักษิณให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเพียงในด้านพิธีกรรมเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง สำหรับทักษิณและระบอบทักษิณประชาธิปไตย หมายถึงผลการเลือกตั้งเท่านั้น ทุกอย่างตัดสินกันจากผลแห่งการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคือรัฐบาลที่มีความเป็นประชาธิปไตย มีความชอบธรรม ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะถอดถอน กำจัดโค่นรัฐบาลได้ด้วยวิธีการอื่น นอกเหนือจากการดำเนินการผ่านทางกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในอดีตที่มีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ถูกพลังแห่งอำนาจประชาชนโค่น โดยไม่ได้ดำเนินผ่านวิธีการเลือกตั้ง และเป็นเพราะผลแห่งการครอบงำทางความคิด จึงทำให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพติดกับดักของความคิดเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามแนวความคิดของระบอบทักษิณ จนไม่กล้าที่จะคิดนอกกรอบที่ระบอบทักษิณได้กำหนดไว้ให้ จึงเกิดความเข้าใจผิดว่า การไม่เห็นด้วยตลอดจนการต่อต้านทักษิณ และระบอบทักษิณถือเป็นการต่อต้านและทำลายระบอบประชาธิปไตยเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นการเล่นนอกกติกา ทั้ง ๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วตลอด 6 ปีที่ผ่านมาทักษิณและระบอบทักษิณได้ละเมิดกติกาประชาธิปไตยบ่อยครั้งมาก นี่คือตัวอย่างชัดเจนของผลแห่งการครอบงำทางความคิดที่เป็นผลทำให้ประชาชนทุกอาชีพตกเป็นตัวประกันให้กับทักษิณและระบอบทักษิณ คำว่า ต่อต้าน ขัดแย้ง และสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน จึงไม่มีในความคิดของบุคคลที่ถูกครอบงำทางความคิดไปแล้ว ดังนั้น จึงตกเป็นตัวประกันให้กับระบอบทักษิณด้วยเกิดความเข้าใจผิดว่า ความอยู่รอดของทักษิณและระบอบทักษิณ คือ ความอยู่รอดของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย ซึ่งทักษิณเองก็หากินและตอกย้ำกับประเด็นนี้เป็นประจำ
2.2 กองทัพไทยก็ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของนโยบายเพื่อการครอบงำทางความคิดของระบอบทักษิณอยู่ไม่น้อยเช่นกัน นอกเหนือจากผลกระทบที่ได้รับจากการดำเนินการของระบอบทักษิณในข้อ 2.1 ข้างต้น ทักษิณและระบอบทักษิณได้พยายามเน้นและตอกย้ำเป็นพิเศษในประเด็นเรื่องของปัจจัยประชาธิปไตย กล่าวคือ ทักษิณและระบอบทักษิณตระหนักดีว่าอำนาจและพลังแห่งกองทัพเท่านั้นที่จะสามารถขัดขวางการผูกขาดอำนาจในทุกด้านของระบอบทักษิณได้ กองทัพเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และกองทัพเท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในยามบ้านเมืองต้องประสบกับวิกฤตการณ์ร้ายแรง ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว ระบอบทักษิณจึงพยายามดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อกัดกร่อนความเป็นเอกภาพของกองทัพด้วยการแทรกแซงกองทัพในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการส่งเสริมสนับสนุนเฉพาะนายทหารที่ฝักใฝ่การเมืองที่ยินดีร่วมมือกับระบอบทักษิณอย่างขะมักเขม้น สำหรับทหารที่เป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริงนั้น ระบอบทักษิณได้ดึงเอาปัจจัยประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องมือใช้กำกับควบคุมและตีกรอบกองทัพ เพื่อมิให้คิดดำเนินการอะไรที่จะเป็นภัยต่อระบอบทักษิณ โดยการเน้นและตอกย้ำเป็นประจำว่า ในระบอบประชาธิปไตย กองทัพต้องเป็นกลางต้องเชื่อฟังรัฐบาล เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต้องไม่มีท่าทีและความเห็นที่ขัดกับรัฐบาล ตลอดจนต้องยึดรัฐธรรมนูญและตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าประชาชนจะได้รับทุกข์ทรมานเดือดร้อนเพียงใดก็ตาม กองทัพต้องวางตัวเป็นกลาง จึงเห็นได้แล้วว่าระบอบทักษิณ ใช้ปัจจัยประชาธิปไตยเป็นอาวุธตีกรอบและครอบงำความคิด บทบาท และพฤติกรรมของกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จ ระบอบทักษิณใช้ประชาธิปไตยเป็นเสมือนของแหลมคม เพื่อใช้ทิ่มแทงแผลเป็นเก่าของกองทัพที่เคยทำการรัฐประหารโค่นระบอบประชาธิปไตยในอดีตหลายต่อหลายครั้ง เป็นวิธีการปรามและตีกันไม่ให้กองทัพคิดทำอะไรที่จะเป็นการนำไปสู่กาลอวสานของระบอบทักษิณ เป็นการใช้ปัจจัยประชาธิปไตยทำลายความเข้มแข็งและความเป็นปึกแผ่นของกองทัพ เปรียบเสมือนกองทัพถูกตอน (Emasculate) ทั้งทางกายภาพและทางความคิด โดยปัจจัยประชาธิปไตยของระบอบทักษิณ ทั้ง ๆ ที่ระบอบประชาธิปไตยจะอยู่ได้อย่างมั่นคง ส่วนหนึ่งต้องมาจากการสนับสนุนค้ำจุนจากกองทัพเป็นหลัก
กองทัพไทยสามารถลบล้างภาพลักษณ์ ภาพพจน์ และความน่าเชื่อถือที่ไม่ดีในอดีตได้ ด้วยการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แน่ชัด และยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและประชาธิปไตย
กองทัพจำเป็นต้องตระหนักให้ดีเสมอว่าการไม่รู้จักศัตรูของกองทัพของประชาธิปไตย และของประชาชนว่าคือใครหรือระบอบใด กองทัพก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าจะได้รับชัยชนะหรือไม่ เมื่อใดและอย่างไร อีกทั้งไม่มีทางรู้ว่าศัตรูจะโจมตีหรือไม่ ที่ใดและอย่างไร ตลอดจนไม่รู้ว่าจะปกป้องประเทศชาติได้อย่างไร หากไม่รู้ว่าศัตรูคืออะไรหรือใคร.
โดย สุรพงษ์ ชัยนาม
3 กันยายน 2549 เวลา 19.48 น.
ASTV ผู้จัดการ
จาก จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น