สรุป
จากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของกองทัพตุรกี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 (การรัฐประหารครั้งแรก) เป็นต้นมา ชี้ให้เห็นได้ว่า กองทัพตุรกีมีความตระหนักดีในบทบาทและหน้าที่ต่อการพิทักษ์รักษาสาธารณรัฐตุรกี ภายใต้การชี้นำของอุดมการณ์ที่บิดาแห่งสาธารณรัฐตุรกี Mustafa Kemal Ataturk ได้ทิ้งไว้เป็นมรดกของชาติ รวมทั้งรู้ถึงคุณประโยชน์ของอำนาจเผด็จการ (ตามความหมายดั้งเดิมของอำนาจเผด็จการสมัยสาธารณรัฐโรมัน รายละเอียดปรากฎในข้อ 1 ใหญ่ ของตอนที่ 1) และไม่กลัวที่จะใช้อำนาจเผด็จการในสภาพการณ์พิเศษ (วิกฤติการณ์การเมืองร้ายแรง) เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เหมือนกับกองทัพโปรตุเกสในการปฏิวัติ ปี พ.ศ.2519 ก็ได้ใช้อำนาจเผด็จการ ในความหมายดั้งเดิม ยุคสาธารณรัฐโรมันเมื่อ 3 พันปีมาแล้ว (โปรดดูรายละเอียดในบทความของผู้เขียนเรื่องกองทัพกับประชาธิปไตยทั้งภาคหนึ่ง และภาคสอง ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2549 และ 3 กันยายน 2549 หรือท้ายบทความนี้)
1) วิกฤติการเมืองไทย พ.ศ.2551
เมื่อศึกษาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎให้เป็นที่ประจักษ์ช่วง 7 – 8 ปีที่ผ่านมา พอสรุปได้ว่า
วิกฤติการการเมืองไทยมาถึงทางตัน และยังไม่เห็นทางออกที่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้เป็นเพราะ คำนิยามของประธิปไตยได้ถูกบิดเบือนเพื่อสนองผลประโยชน์ของบางพรรคการเมือง ดังนี้.-
4.1 การมอมเมาให้ประชาชนหลงเชื่อว่าอะไรก็ตามที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยทั้งในรูปแบบและเนื้อหา และว่านี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้ง ๆ ที่ในโลกนี้ ไม่มีประเทศใดที่เป็นประชาธิไตยที่สมบูรณ์ทั้งในรูปแบบและเนื้อหาที่แท้จริง
4.2 จากผลแห่งความเข้าใจผิดในข้อ 4.1 ข้างต้น พลเมืองไทย จึงมีสถานะเป็นเพียงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (electorate) ไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย (participant)
4.3 เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงหลงผิดว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง จึงเป็นผลทำให้เข้าใจผิดว่า การรัฐประหารเท่านั้นที่เป็นเผด็จการ และฉีกรัฐธรรมนูญได้ ทั้ง ๆ ที่ มีกรณีตัวอย่างมากมายในหลายประเทศที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นฝ่ายทำลายประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญเอง อีกทั้งการหลงผิดดังกล่าว เป็นผลทำให้มองไม่เห็นว่า การฉีกรัฐธรรมนูญและทำลายประชาธิไปไตยนั้น สามารถทำได้หลายทางและอย่างแนบเนียนได้ ไม่ต้องทำรัฐประหารเลย ในอดีต 6 ปีของระบอบทักษิณ ก็ได้ยืนยันความจริงในประเด็นนี้และรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ก็กำลังตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงข้อนี้
4.4 ทุกวันนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงมองด้วยความหลงผิดว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองปัจจุบันในไทย เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง (ทักษิณ นักการเมืองของอดีตพรรคไทยรักไทย และนักการเมืองของอดีตพรรคไทยรักไทย และนักการเมืองพรรคพลังประชาชน) กับฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณและพวกที่มาจากการเลือกตั้ง หรือระหว่างทักษิณและพวก กับฝ่ายศักดินาและทหาร การมองผิดเช่นนี้ เท่ากับทำให้ทักษิณและพวกเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลายเป็นฝ่ายเผด็จการไปโดยปริยาย ทั้ง ๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วระบอบการเมืองการปกครองของทุกประเทศ มีลักษณะที่เป็นประชาธิปไตย และที่เป็นเผด็จการดำรงอยู่ร่วมกันมาโดยตลอดเป็นพัน ๆ ปี ส่วนด้านไหนจะมีมากกว่ากันในแต่ละห้วงเวลา ขึ้นอยู่กับว่าสังคมการเมืองของแต่ละประเทศ มีความเป็นประชาธิปไตย ทั้งในรูปแบบและเนื้อหา มากน้อยกว่ากันเท่าใด กล่าวคือ ถ้ามีเนื้อหาน้อยก็จะมีลักษณะที่เป็นเผด็จการสูงเป็นต้น (ดังเช่นกรณีสังคมการเมืองไทยในยุครัฐบาลทักษิณ) บรรดาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่มีกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของรัฐ เช่น กฎอัยการศึก พระราชบัญญัติภาวะฉุกเฉิน กฎหมายความมั่นคงภายในล้วนเป็นสิ่งบ่งบอกให้เห็นถึงด้านที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ภายในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เป็นสิ่งตรงข้ามกับเผด็จการแบบขาวกับดำ
4.5 จากข้อเท็จจริงทั้งหมดในข้อ 4.1 ถึง 4.4 ข้างต้น ย่อมเป็นสิ่งชี้ให้เห็นได้ว่า ประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงเอื้อประโยชน์และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติและประชาชน มิได้อยู่ที่การเลือกตั้งหรือการที่ผู้นำและรัฐบาลมีคุณธรรมและจริยธรรมเท่านั้น แต่อยู่ที่การตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จำต้องมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ และนั่นหมายถึงการคำนึงและเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง ของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เพราะสมการประชาชนได้หายไปจากสังคมการเมืองไทยเป็นเวลานานมาแล้ว
การรัฐประหารในตุรกีและการปฏิวัติในโปรตุเกส ได้ตอกย้ำให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถทำลายประชาธิปไตยได้ การปฏิวัติ/รัฐประหารก็สามารถนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่บ้านเมืองได้เช่นกัน
กองทัพไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งทางการเมืองที่ต้องพิทักษ์รักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน กองทัพประกอบด้วยเสรีชนในเครื่องแบบ กองทัพย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่า ในสภาพการณ์พิเศษ ประเทศชาติและประชาธิปไตยจะอยู่รอดได้อย่างไร
โดย สุรพงษ์ ชัยนาม
15 พฤษภาคม 2551 เวลา 17.19 น.
ASTV ผู้จัดการ
จาก จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น