วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย

         เมื่อวันที่  25  เมษายน 2517 ขบวนการยังเตอร์กแห่งกองทัพโปรตุเกส นำโดย พันเอก Antonio  Ramalho  Eanes ได้กระทำรัฐประหารโค่นระบอบเผด็จการของฝ่ายพลเรือนของนาย Antonio  Salazar  และนาย Marcello  Caetano  ได้อย่างเป็นผลสำเร็จ  และมีผลทำให้ประเทศโปรตุเกสกลับมามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองโปรตุเกสยุคศตวรรษที่ 20 ด้วย  นอกจากมีผลทำให้ภาพพจน์  ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกองทัพโปรตุเกสมีความโดดเด่น และเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนโปรตุเกสแล้ว  การรัฐประหารดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการรัฐประหารที่ฝ่ายกองทัพโปรตุเกสทำเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน  ไม่ใช่เพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการทหารเข้าแทนที่ระบอบเผด็จการพลเรือน     

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทหารแท้ไม่มีวันตาย

ทหารแท้ไม่มีวันตาย
Old  soldiers never die; they just fade away.
“ทหารแท้ไม่มีวันตาย  เขาเพียงแต่หายหน้าไป”
Douglas Macarthur, (January 26, 1880 – April 5, 1964)
ขุนพลแปซิฟิก  นายพลห้าดาวกองทัพบกอเมริกัน
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพันธมิตร จอมพลแห่งกองทัพฟิลิปปินส์  ผู้ยึดครองและบิดาแห่งรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น
          ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมยังเขียนเรื่องทหารไม่จบ เพราะมันฝังใจอยู่กับความเป็นทหาร มิไยจะมีผู้ที่สวมเครื่องแบบเข้าใจผิดว่า ผมเกลียดทหาร จึงก่นด่าเสียรุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย    

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบูรณ์[ตอนที่ ๙]

 กองทัพกับการปฎิรูปการเมือง

          บทนำ

          ประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งชาติ เมื่อยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Middle Age) ในระบบ ฟิวดัล (Feudalism) นั้น มีรูปของประเทศเป็นแบบราชอาณาจักรตลอดมากว่า 700 ปีราชอาณาจักรนี้เป็นวัฒนธรรมตะวันออกทางการเมืองการปกครองที่ถูกหล่อหลอมเป็นจิตวิญญาณของชาติตลอดมาล่วงถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงประยุกต์ก่อตั้งเป็น ชาติสมัยใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์คุณเอกภาพ 3 ประการ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกแล้วจะไม่มีความเป็นชาติคือ  สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สะท้อนอยู่ในธงไตรรงค์ 3 สีคือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงินสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั้งปวง

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบูรณ์[ตอนที่ ๘]

ปัญหา แนวทางนำประเทศออกจากวิกฤติการเมืองและการปฏิรูปการเมือง

          ข้อเท็จจริง


          1.ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์ร่วมกับประชาชาชนช่วยกันปกครองประเทศคือ การปกครองแบบราชประชาสมาสัย ตามคติโบราณ

          2.ก่อนปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตย เป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์ 

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๗]

แผนปฏิบัติการกุหลาบเหลือง
The yellow Rose Action Plan


          1.  สถานการณ์

          ก. พฤติกรรมของรัฐบาล

          1)  การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายยามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
          2)  ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
          3)  ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
          4)  การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ
          5)  วิกฤติสภา  สภาล่ม 3 ครั้งสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
          6)  รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล )โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความเชื่อถือ  มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ 

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๖]

แผนปฏิบัติการ
Action Plan


          1.  สถานการณ์

          ก. พฤติกรรมของรัฐบาล

             1)  การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายยามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
             2)  ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
             3)  ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
             4)  การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ
             5)  วิกฤติสภา  สภาล่ม 3 ครั้งสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
             6)  รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล )โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความเชื่อถือ  มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้

        ข. คณะฟื้นฟูประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  ประกอบด้วย

             1)  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
             2)  กองทัพ
             3)  กลุ่มสนับสนุน ( ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน )

          2.  ภารกิจ

          ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราอาณาจักรไทย โดยการปฏิรูปการเมือง ไปสู่การปกครองระบบประชาธิปไตย ตามคติราชประชาสมาสัย คือพระมหากษัตริย์ กับ ราษฎร ร่วมกันปกครองประเทศ

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๕]

บทวิเคราะห์สถานการณ์ สงครามครั้งสุดท้าย ระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

          สถานการณ์เฉพาะ

          1.  สถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤติชาติ  วิกฤติความมั่นคง ของสถาบันชาติ  สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความสุข ความสงบ ของประชาชนชาวไทย โดยพฤติกรรมของรัฐบาลตั้งแต่ ปี พ.ศ.2544 – ปัจจุบัน คือการกระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยการพยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ การใช้องค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ ลบล้างกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะ เช่นใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เคลื่อนไหวต่อต้าน ทำลายชื่อเสียง บิดเบือน ความน่าเชื่อถือของอำนาจตุลาการ องค์กรกลาง ปปช. กกต. ฯลฯ เป็นต้น

          2.   รัฐบาลขัดขืน เมินเฉย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คำสั่งศาล ในหลายกรณี

          3.   สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง จากขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการใช้สื่อทุกชนิดปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง

          4.   กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๔]

แนวทางการปฏิบัติของทหารต่อวิกฤติ

           สถานการณ์เฉพาะ

           1. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี 2544  มีพฤติกรรมไม่จงรักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์  นำไปสู่แนวคิดที่ล้มล้างสถาบัพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างพระมหากษัตริย์ ในเวลาต่อมา จนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต้านรัฐบาลขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆเป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน

           2. พฤติกรรมของรัฐบาลนอมินี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
             1) การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างขนวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่น TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
             2) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรม คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
             3) ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
             4) การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบบทักษิณ
             5) วิกฤติสภา สภาเล่ม 3 ครั้ง สมาชิกไม่ครบองค์ประชุม สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
             6) ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ (ทำเนียบรัฐบาล) โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ มีอำนาจ แต่บริหารไม่ได้ แต่ยังไม่มีการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

           3. สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับการกอบกู้ชาติและค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทังทุกวันนี้หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ บนแผ่นหินอ่อนว่า”เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน”

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๓]

เธออยู่ไหน

ประชาชน “เธออยู่ไหน?” ปฐมพงษ์ “ฉันอยู่นี่ ที่รักจ๋า”

คำกล่าวอมตะ พลเอกแมคอาเธอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐ ที่ได้กล่าวกับนักเรียนนายร้อยเวปอยต์ ( USMA ) ว่า “ Old soldier never die but fade away “ ซึ่งแปลว่า “ทหารแก่ไม่เคยตาย แต่ค่อยๆเลือนหายไป จากความทรงจำ”        


          1.   ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 ด้วยความเป็นห่วง ในฐานะประชาชนเต็มขั้นและเป็นนายทหารแก่นอกประจำการของกองทัพ ผมได้ติดตามความเจริญก้าวหน้า ความเสื่อมของบ้านเมืองตลอดมา    โดยเฉพาะตามความเจริญและความเสื่อมของกองทัพ ด้วยความชื่นชมและความห่วงใย 
               ปรัชญาหรืออดุมคติของกองทัพไทย ในการปฎิบัติงานเพื่อ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน “ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญา เกียรติยศ และเป็นสัจจะธรรมที่ประชาชนเคยชื่นชม
แต่บัดนี้ประชาชนเฝ้าดูกองทัพด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและไม่แน่ใจ คำว่า “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน “ของกองทัพมีความหมายเดียวกับคำว่า “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๒]

คุณทหาร : Where are you? And who are you?


แปลว่า “คุณทหาร ขณะนี้คุณอยู่ที่ใหน” และ “คุณเป็นใครกันแน่”
  
          จากคำถามที่แหลมคมชวนให้คิด ทำให้ผม “ทหารแก่” คนหนึ่งต้องหยุดคิดเพื่อใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้สามัญสำนึก พิจารณาค้นหา “ตัวตนที่แท้จริง” ของผม และ “ของทหารของชาติ” ว่า “เรา (ทหาร) คือใครกันแน่” ผมได้ค้นพบคำตอบแล้วสรุปได้ดังนี้
  
          ข้อที่ 1. สถานการณ์บ้านเมืองจากประวัติศาสตร์ชาติไทยกรุงศรีอยุธยา พุทธศักราช 2308 - 2310                   - ผู้มีอำนาจทุศีล ไร้จริยธรรม หลงเหลิงมัวเมาในอำนาจ

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๑]

คุณทหารกับคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์


          บทนำ

          คำปฏิญาณ  คือ การให้คำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์  จริงจัง  และมั่นคงว่า ตนจะปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด เป็นคำสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อแสดงความซื่อสัตย์ สุจริต  และความจงรักภักดีในการที่จะปฏิบัติงานตามหน้าที่ ของตนเอง ของคณะ ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ  ในขณะเดียวกันคำปฏิญาณนั้นก็เป็นการให้คำสัญญาต่อตนเองว่า จะธำรง ไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำปฏิญาณทุกคำพูด ทุกประโยค ด้วยจิตวิญญาณและด้วยจิตใต้สำนึก ของบุคคลเหล่านั้น โดยให้คำปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในโบสถ์ วิหาร หรือต่อหน้าหมู่มหาประชาชน เช่นคำปฏิญาณในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของไทย  คำปฏิญาณของเหล่าอัศวินในประเทศยุโรป และของเหล่าสวามินต่อโชกุนในญี่ปุ่น