วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๕]

บทวิเคราะห์สถานการณ์ สงครามครั้งสุดท้าย ระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

          สถานการณ์เฉพาะ

          1.  สถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤติชาติ  วิกฤติความมั่นคง ของสถาบันชาติ  สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความสุข ความสงบ ของประชาชนชาวไทย โดยพฤติกรรมของรัฐบาลตั้งแต่ ปี พ.ศ.2544 – ปัจจุบัน คือการกระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยการพยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ การใช้องค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ ลบล้างกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะ เช่นใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เคลื่อนไหวต่อต้าน ทำลายชื่อเสียง บิดเบือน ความน่าเชื่อถือของอำนาจตุลาการ องค์กรกลาง ปปช. กกต. ฯลฯ เป็นต้น

          2.   รัฐบาลขัดขืน เมินเฉย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คำสั่งศาล ในหลายกรณี

          3.   สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง จากขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการใช้สื่อทุกชนิดปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง

          4.   กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย


          ข้อเท็จจริง

          1. ก่อนปี พ.ศ.2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ.2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์

          2. ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2475 จนปัจจุบัน ประเทศไทยเกิดวิกฤติการทางการเมืองหลายครั้ง ล้วนเป็นการเกิดวิกฤติจากรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ตามด้วยการยึดอำนาจ การปฏิวัติ รัฐประหาร การพัฒนาทางการเมืองไม่ต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางและไม่มั่นคง

          3. สถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤติชาติ วิกฤติความมั่นคง ของสถาบันชาติ สถาบันชาติ สถาบันศาสนาพระมหากษัตริย์ และความสุข ความสงบ ของประชาชนชาวไทย โดยพฤติกรรมของรัฐบาลตั้งแต่ ปีพ.ศ.2544 -ปัจจุบัน คือการกระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญโดยการพยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ การใช้องค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ ลบล้างกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเช่นใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เคลื่อนไหวต่อต้าน ทำลายชื่อเสียง บิดเบือน ความน่าเชื่อถือของอำนาจตุลาการ องค์กรกลาง ปปช.  กกต.ฯลฯ เป็นต้น

          4. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายารัฐมนตรี รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี2544 มีพฤติกรรมไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่แนวคิดที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเวลาต่อมาจนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต้านรัฐบาลขบวนการล้มล้างสถาบัพระมหากษัตริย์ ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆเป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบัน

          5. พฤติกรรมของรัฐบาลนอมินี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

             1) การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการกพยายามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
             2) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
             3) ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
             4) การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ
             5) วิกฤติสภา สภาล่ม 3 ครั้ง สมาชิกไม่ครบองค์ประชุม สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
             6) รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล ) โดนยึดโดย พธม.รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ แต่ยังไม่มีการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองใดๆทั้งสิ้น

          6. สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับการกอบกู้ชาติ และค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทั้งทุกวันนี้ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ
บนแผ่นหินอ่อนว่า “เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน”

          สถาบันกองทัพ ความสัมพันธ์ระหว่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ และกองทัพนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเมืองไทย ดังที่หลายท่านทราบอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสที่ทรงส่งเสียให้ได้เล่าเรียนในต่างประเทศ เรียนการทหาร เพื่อจะได้กลับมารับราชการทหารต่อไป เพราะทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนไปในอนาคตอย่างไรก็ยากจะเดาได้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ยังจำเป็นต้องมีทหารอยู่นั้นเอง อย่างไรเสียเมื่อเป็นทหารแล้ว ก็จะยังมีบทบาทหน้าที่รับใช้ชาติได้อยู่นั้นเอง

          7. อำนาจรัฐที่แท้จริง อยู่ที่ผู้ถืออาวุธ กองทัพคือผู้ถืออาวุธและกองทัพมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย และทหารคือทหารของพระราชาและพระราชีนี ไม่ใช่ทหารของนักการเมือง

          8. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชุมนุมเพื่อปกป้อง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ” อย่างเปิดเผย เข็มแข็ง เสียสละและกล้าหาญ

          9. สูตรความสำเร็จของการต่อสู้
                พธม. + กองทัพ = ชนะ  ระบอบทักษิณ
                พธม. + กองทัพ = ชนะ  รัฐบาล + อำนาจเงิน
                พธม. + กองทัพ = ชนะ  อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน   

          10. กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ”

          11. กฤษดาอภินิหาร อันบดบังมิได้ ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ ยิ่งยวด และสูงสุด ต่อประชาชนชาวไทย ทุกหมู่เหล่า และทุกสาขาอาชีพ  

          ข้อพิจารณา

          1. ในสถานการณ์ปัจจุบัน สถาบันพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง จากขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยมีการใช้สื่อทุกชนิดปฏิบัติอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะ อินเตอร์เน็ต ไม่น้อยกว่า1,200 เวปไซด์ โดยไม่มีการป้องกันปราบปรามจากผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง จากรัฐบาลและกองทัพ
          2. มีขบวนการ “ ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ”เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การปกครองแบบสาธารณรัฐกำลังเคลื่อนไหวและเพิ่มบทบาทขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน

          ขบวนการล้มปืนนั้นน่าจะหมายถึง การใช้อำนาจการเมืองเข้ามายึดอำนาจในกองทัพ ทำให้กองทัพอ่อนแอ การล้มทุนก็คือการรวบอำนาจกลุ่มทุนให้เหลือเพียงกลุ่มที่เป็นพวกของพรรคเท่านั้น โดยพยายามทำลายทุนของฝ่ายตรงกันข้าม  ส่วนการล้มเจ้าก็คือ การล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ แนวความคิดนี้ ดังกล่าวนี้เป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกับกลุ่มการเมืองเอียงซ้าย ที่แทรกอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอำนาจบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันนี้

          กองทัพมีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะต้อง ช่วยปกป้องและส่งเสริมประชาธิปไตย ที่แท้จริงให้กลับคืนสู่สังคม ประชาชนก็จะมั่นใจในกองทัพ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน  กองทัพจะต้องกอบกู้ ประชาธิปไตย เสถียรภาพ  ความสงบ และความมั่นคงกลับคืนมาสู่ประเทศชาติ อย่างรวดเร็ว ทันเวลาและถาวร

          3. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ชุมนุมต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานครบหกเดือนเมื่อ 20 พ.ย. 2551 ความยืดเยื้อยาวนาน ทำให้ พธม. อ่อนแรง โดยเฉพาะประชาชนที่ใส่เสื้อเหลืองมาร่วมเรือนหมื่นประจำทุกวัน ประชาชนเหล่านี้มาชุมนุมด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ชุมนุมเพื่อปกป้องพระราชา
พระราชินี  และสถาบันพระมหากษัตริย์ มีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติตนเป็น “ ทหารเสือ พระราชาและพระราชินี”

          4. การชุมนุมในวันที่ 23 พ.ย. 2551 พธม. ประกาศอย่างชัดเจนว่า เป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้าย อาจจะมีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ในวันที่ 7 ต.ค. 2551 หากรัฐบาลใช้ตำรวจออกมาปราบปรามและทหารวางเฉย

          5. กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และไม่ทำหน้าที่ปกป้องและรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปล่อยให้ พธม. ปฏิบัติหน้าที่แทนกองทัพอย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย ยืดเยื้อยาวนาน บนความขาดแคลน ด้วยความเสียสละ และอดทน

          6. ในโลกนี้ตั้งแต่โบราณ มนุษย์ถ้ำจนถึงปัจจุบัน อำนาจรัฐที่แท้จริง  คือผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือกองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจที่แท้จริง และเป็นปัจจัยชี้ขาดในสงครามครั้งสุดท้าย คือ

                กองทัพ + พธม. = ชนะ รัฐบาล + อำนาจเงิน
                กองทัพ + พธม. = ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

          7. หากการต่อสู้ครั้งสุดท้าย พธม. เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นั้นคือ ประชาชนใส่เสื้อเหลืองผู้เสียสละ และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ในอนาคตจะไม่มีผู้ใดออกมาป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์  สถาบันพระมหากษัตริย์จะตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่งยวด

          ข้อเสนอแนะ

          พิจารณาการใช้กฤษดาอภินิหาร อันบดบังมิได้ แก้ไขสถานการณ์วิกฤติที่กำลังจะเกิด โดยมอบให้ ผู้บัญชาการหน่วยทหารแก้ไขสถานการณ์ ออกมาปกป้องประชาชน ผู้ออกมาปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 1, ผบ.พล. 1 หรือผู้มีอำนาจในกองทัพที่เป็นทหารของพระราชาและพระราชินี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น