วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค 3) : ตอนที่ 1


ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น
การชนะสงครามโดยได้ชัยชนะทางทหารอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ  ทั้งนี้  การเอาชนะทางความคิดเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดด้วย ถือเป็นชัยชนะที่แท้จริง
          จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น  เราจึงเห็นได้ว่า การรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ได้บรรลุผลซึ่งชัยชนะที่แท้จริง จึงเป็นผลต่อสภาพการณ์อึมครึมที่เกิดขึ้นและเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกแยกทางความคิดในสังคมถ่างกว้างขึ้น  นับวันโอกาสและหนทางที่จะนำไปสู่การประนีประนอม แก้ไขและยุติข้อขัดแย้งโดยสันติวิธีน้อยลงทุกวัน รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ทักษิณเพียงสะดุดไปชั่วคราว แต่ไม่ได้เข้าไปจัดการกับโครงสร้าง กลไก และเครื่องมือต่าง ๆ ของรัฐ ที่ระบอบทักษิณได้ใช้มอมเมาปลูกความเท็จให้กับประชาชน
1) พลังที่สามกับการกำจัดดุลยภาพที่เป็นมหันตภัย
อันโตนีโอ กรัมชี่ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในสมุดบันทึกจากคุกว่า  เมื่อใดที่เกิดสภาพการณ์
ที่พลังจากฝ่ายต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอยู่ในสภาพที่ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างชัดเจน แต่เป็นการถ่วงดุลระหว่างกัน ในลักษณะที่หากความขัดแย้งยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง มีหนทางเดียวที่ความขัดแย้งจะยุติลงได้ ก็คือ การทำลายล้างผลาญระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกัน (reciprocal destruction) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อพลังก้าวหน้า ไม่สามารถเอาชนะพลังล้าหลัง หรือพลังล้าหลังไม่สามารถเอาชนะพลังก้าวหน้าเป็นผลให้ทั้งสองพลังที่ต่อสู้ขัดแย้งกันต่างมุ่งทำลายซึ่งกันและกัน อย่างไม่หยุดยั้ง สังคมการเมืองจะได้รับการช่วยให้หลุดพ้นจากความหายนะดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการเข้ามาแทรกแซงจากพลังที่สาม หรือปัจจัยที่สาม หรืออำนาจฝ่าวิกฤติเพื่อสยบพลังที่ขัดแย้งกัน   
           พลังที่สามหรืออำนาจฝ่าวิกฤติที่สามารถเป็นพลังก้าวหน้า หรือล้าหลังเสื่อมถอย ขึ้นอยู่กับว่า ในการเข้ามาแทรกแซงเพื่อสยบความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพลังก้าวหน้ากับพลังที่ล้าหลัง พลังที่สามจะเลือกอยู่ข้างใดหากเลือกอยู่ฝ่ายพลังก้าวหน้าก็ย่อมมีผลโดยตรงทำให้ฝ่ายก้าวหน้าประสพกับชัยชนะ ในทางกลับกัน หากเลือกเข้าข้างฝ่ายพลังล้าหลัง ก็จะมีผลทำให้ฝ่ายพลังล้าหลังได้รับชัยชนะ แต่ที่แน่นอนที่สุด คือ ในการสยบความขัดแย้งระหว่างฝ่ายก้าวหน้ากับฝ่ายล้าหลังเพื่อให้สังคมการเมืองกลับสู่สภาวะปกติ พลังที่สามซึ่งมีอำนาจฝ่าวิกฤติ จำเป็นต้องเลือกข้างพร้อมกับหาทางประนีประนอมกับฝ่ายที่พลังที่สามได้เลือกที่จะสนับสนุน ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้การเข้าแทรกแซงของพลังที่สามหรืออำนาจฝ่ายวิกฤติเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ หากประสงค์ให้สังคมการเมืองหลุดพ้นจากสภาวะชะงักงันให้ประเทศชาติอยู่รอด และมีความก้าวหน้า ยังความเจริญผาสุกแก่ประชาชน ดังนั้น  การเลือกข้างที่ถูกต้องเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า ทิศทางของประเทศชาติจะไปทางใด ก้าวหน้า หรือถอยหลัง ความเป็นกลางย่อมไม่มี ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ กล่าวคือ ในภาวะสงคราม (ไม่ว่าทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจ) ฝ่ายคู่กรณีขัดแข้ง มีได้แค่สองฝ่ายเท่านั้น ส่วนฝ่ายที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตร ย่อมมีได้จำนวนไม่จำกัด กองทัพ คือ พลังที่สามที่มีอำนาจฝ่ายวิกฤติจำเป็นต้องเลือกข้าง เพราะ ความเป็นกลางมีได้แต่ในทางทฤษฎีเท่านั้น พลังที่สามดังกล่าวจะเป็นกลุ่มบุคคล องค์กร พรรคการเมือง หรือสถาบันทางการเมือง การทหาร หรือเศรษฐกิจก็ได้ หรือการรวมกันของหน่วยต่าง ๆ  เหล่านี้ก็ได้
2) คำกำจัดความดั้งเดิมของคำว่าเผด็จการ (Dictatorship)
“เผด็จการ” เป็นชื่อตำแหน่งของผู้พิพากษาโรมัน ที่มีมากว่าสามพันปีแล้ว ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งของ “ผู้เผด็จการ” ได้รับการแต่งตั้งจากหนึ่งในคณะขุนนางภายใต้สถานการณ์พิเศษเช่นในภาวะสงคราม หรือในการปราบปรามกบฎและเนื่องจากจากแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าว เกิดขึ้นเฉพาะในสภาพการณ์พิเศษ ผู้ดำรงตำแหน่ง “ผู้เผด็จการ” จึงมีอำนาจมากเป็นพิเศษ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายบรรลุผล
อำนาจมากเป็นพิเศษของผู้ดำรงตำแหน่ง “ผู้เผด็จการ”  จะถูกถ่วงดุลโดยลักษณะชั่วคราวของการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าว และจะไม่เกินเวลาของอายุความของตำแหน่งของขุนนางผู้ได้แต่งตั้ง “ผู้เผด็จการ” จึงเห็นได้ว่า “ผู้เผด็จการ” เป็นบุคคลที่มีอำนาจอย่างมาก ด้วยเหตุผลเป็นเพราะว่า ตำแหน่งดังกล่าวนี้ มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วในรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐโรมัน อีกทั้งอำนาจของ “ผู้เผด็จการ” มีเหตุผลมาจากสภาพการณ์ที่จำเป็นกล่าวโดยสรุป ระบอบเผด็จการ (dictatorship) แม้จะมีความเหมือนระบอบที่ใช้อำนาจเด็ดขาดรูปแบบอื่น ๆ เช่น ระบอบทรราชย์(tyranny) และระบอบที่ใช้อำนาจเด็ดขาด (despotism) ในแง่ที่ทั้งสามระบอบ ล้วนหมายถึงการผูกขาดอำนาจ โดยบุคคลคนเดียว (monocrat) หากแต่ระบอบเผด็จการ (dictatorship) แตกต่างชัดเจนในประเด็นที่การใช้อำนาจเด็ดขาดนั้น ถูกกำหนดโดยเงื่อนไขของเวลาอย่างแน่ชัด (ลักษณะชั่วคราวของการใช้อำนาจเผด็จการ) อีกทั้งได้รับความชอบธรรมที่สืบเนื่องจากลักษณะความจำเป็นของสถานการณ์(legitimated by a state of necessity) และนี่ก็เป็นเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้นักประชาธิปไตยอย่างรุซโซ่ เห็นถึงความจำเป็นของการใช้อำนาจเผด็จการ (โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจน) เพื่อช่วยให้ประชาธิปไตยดำรงอยู่ต่อไป โดยเขาให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่กฎหมายจะสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นการล่วงหน้าได้อย่างครบถ้วนทุกกรณี  ดังนั้น  เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีลักษณะพิเศษที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ การนำระบอบเผด็จการที่มีขอบเขตเวลาที่จำกัดและชั่วคราวมาใช้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการแก้ปัญหาวิกฤติร้ายแรง เพื่อความอยู่รอดของสังคมประชาธิปไตย
ความหมายของเผด็จการได้เปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่การปฏิบัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789 เป็นต้นมา โดยอำนาจเผด็จการ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกับตัวบุคคลหรือ “ผู้เผด็จการ” แต่อาจเป็นของพรรคของชั้นใดชนชั้นหนึ่ง หรือของกองทัพ หรือองค์กรใดก็ได้ อีกทั้งขอบเขตของอำนาจเผด็จการไม่จำกัดอยู่เพียงด้านฝ่ายบริหารเท่านั้น แต่ได้ขยายครอบคลุมถึงฝ่ายยนิติบัญญัติด้วย และที่สำคัญคือ ระบอบเผด็จการแบบดั้งเดิมที่เคยมีมา ตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐโรมัน สามพันปีมาแล้ว เป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์ นักทฤษฎีการเมืองสำนักประชาธิปไตย ว่า มีคุณค่าทางบวก (positive value) เพราะมีลักษณะชั่วคราว ชอบธรรม (เพราะเกิดจากสภาวะจำเป็นหรือพิเศษ) และมีขอบเขตจำกัดเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวได้ว่า เผด็จการแบบดั้งเดิมดังกล่าว มีคุณค่าทางบวก เพราะมีลักษณะของความเป็นเผด็จการเฉพาะกิจเป็นสำคัญ
เผด็จการยุคสมัยใหม่ (นับแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ.1789) ได้กลายเป็นระบอบที่มีค่าเชิงลบ (negative value) ด้วยจะเกี่ยวข้องกับรูปแบบของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่ง เกี่ยวกับวิธีการใช้อำนาจที่มีลักษณะไม่เป็นประชาธิไตย อีกทั้งไม่มีประเด็นเรื่องของความจำเป็นของสถานการณ์และลักษณะชั่วคราวของการใช้อำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน “Democracy and Cictatorship” Norberto Bobbio หน้า 158 – 166)    

/...มีต่อ ตอนที่ 2


โดย  สุรพงษ์  ชัยนาม
 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 17.19 น.
ASTV  ผู้จัดการ
จาก  จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น