“Young Hearts be free tonight, time is on you side
หัวใจหนุ่ม คืนนี้คงเป็นอิสระเถิด เวลาอยู่ข้างท่าน
We got just one shot at life lets take it while we’re still not afraid
เรามีเพียงชีวิตเดียว จงใช้ชีวิตนั้นยาม เมื่อเรายังไม่พรั่นพรึง
Because life is so brief and time is a thief when you’re undiceded
ชีวิตนั้นมันแสนสั้น หากเรามัวแต่พากันลังเล เวลามันจะเป็นเจ้าหัวขโมย
And like a fistful of sand it can slip right through your hands.
เหมือนทรายที่อยู่ในกำมือ มันอาจลอดช่องนิ้วหายไปหมด
Young hearts be free tonight time is on your side.
หัวใจหนุ่ม คืนนี้คงเป็นอิสระเถิด เวลาอยู่ข้างท่าน
Don’t let them put you down don’t let ‘em push you around
อย่าปล่อยให้เขาสยบคุณ อย่าปล่อยให้เขาปั่นคุณไปมา
Don’t let ‘em ever change your point of view.
อย่าปล่อยให้เขาเปลี่ยนใจคุณได้เลย
Come on Billy มาเถิดน้องพี่
Young hearts be free tonight time is on your side
ยังเติร์ก คืนนี้จะต้องเสรี เวลาที่มีล้วนเข้าข้างเรา
Young hearts be free tonight time is on your side
ยังเติร์ก คืนนี้จะต้องเสรี เวลาที่มีล้วนเข้าข้างเรา
(ซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ซ้ำ)
Tonight tonight yeah time is on your side.
คืนนี้นะ คืนนี้นะ เพราะเวลาเข้าข้างเรา”
บางส่วนของเพลง Young Turks แต่งและร้องโดย Rod Stewart 1 ใน 100 เพลงดังของโลก Rod Stewart นักร้องดัง เกิดอังกฤษ 1945 ย้ายไปอเมริกาปี 1975 ชอบมาเมืองไทย เพลง Young turks ดังร่วมสมัย 14 ตุลา และกลับมาดังอีกปี 2007 – 2009 ยุคหนุ่มสาวอเมริกันให้ “รักกันหนา-พากันหนี” ทั้ง ๆ ที่มีเงินในประเป๋าบาทเดียว ในเนื้องเพลงมีแต่คำว่า Young Hearts ไม่มีคำว่า Young Turks เลยเหตุไฉนอัลบั้มเพลงจึงมีชื่อว่า Young Turks เล่ากันว่า Rod Stewart มานอนอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานีในช่วงกบฏยังเติร์ก “เมษาฮาวาย” พอดี
Rod มีความฝังใจและชื่นชมบทบาทของนักศึกษาไทยในยุค 14 ตุลา เป็นทุนอยู่แล้ว จึงเชียร์ยังเติร์ก จปร.7 สุด ๆ เวลาร้องสดบางครั้งจึงเปลี่ยน Young Hearts เป็น Young Turks และเปลี่ยนชื่ออัลบั้มเป็นยังเติร์กเสียเลย เพื่อสดุดียังเติร์กไทย ยังเติร์กไทยมีจริงหรือ เขาเป็นใคร อยู่ที่ไหนเราควรเข้าใจที่มาของคำว่า Young Turks เสียก่อน
คำว่า Young Turks นี้มีมากกว่าร้อยปีแล้ว หมายถึงคนหนุ่มที่มีจิตใจห้าวหาญรักความยุติธรรม และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ต่อมาความหมายได้เปลี่ยนจากคำว่า คนหนุ่มมาเป็นทหารหนุ่ม
ทหารหนุ่มคนแรกและรุ่นแรก ชื่อ มุสตาฟาเคมาล อตาเติร์ก Mustafa Kemal Atat?rk (1881 – 1938) นักรบผู้กอบกู้อิสรภาพ ประธานาธิบดีคนแรกและบิดาแห่งตุรกีสมัยใหม่ นำประชาธิปไตยและความเจริญมาสู่ตุรกี
ผู้เขียนเคยอ่านประวัติของ เคมาล อตาเติร์ก ภาคไทยนิพนธ์โดยพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ฯ ตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถม เกิดความฝังใจเทียบกับนายกรัฐมนตรียุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (1897 – 1954) รุ่นน้องที่ตามเห็นหลังเคมาลอยู่ไว ๆ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นหนึ่งโดดเด่นใน Young Turks ฝ่ายทหารที่ร่วมกับปรีดี พนมยงค์ Young Turks ฝ่ายพลเรือนทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย 24 มิถุนายน 2475 หรือ 1932
มหาเศรษฐีอเมริกัน Paul Appleby ประทับใจเชื่อว่ายังเติร์กทั้งสองจะนำประชาธิปไตยและความรุ่งเรืองมาสู่ภูมิภาคของตน จึงตั้งทุนให้นักศึกษาตุรกีและไทยไปเรียนเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่ Claremont มหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา หัวกะทิที่จบล้วนแต่มีชื่อเสียงในไทย คือ ดร.พนัส สิมะเสถียร ดร.พิสิษฐ์ ภัคเกษม ดร.แสง สงวนเรือง ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ ดร.ไสว บุญมา ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นต้น
ยังเติร์กฝ่ายทหารที่เป็นเพื่อนตายคบคิดกับนายร้อยเอก แปลก ขีตสังคะ หรือ หลวงพิบูลสงคราม ตั้งแต่ครั้งเรียนวิชาทหารอยู่ในฝรั่งเศส คือ นายร้อยโท ทัศนัย มิตรภักดี หรือ หลวงทัศนัย นิยมศึก กับร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี
การทดลองประชาธิปไตยของคณะราษฎร ซึ่งมีจอมพล ป. เป็นแกนฝ่ายทหารยังไม่สำเร็จ และปิดฉากลงด้วยการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เป็นเผด็จการพันธุ์แท้ จนกระทั่ง 14 ตุลาคม 2516 ยุคนี้มีแต่ทหารหนุ่มอภิสิทธิ์ เพราะมีพ่อเป็นผู้กุมอำนาจ ฯลฯ
เหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เกิดความหวัง และการทดลองประชาธิปไตยที่สั้น ๆ อีกเพียง 2 – 3 ปี ในที่สุดคณาธิปไตยเผด็จการหรือวงจรอุบาทว์ก็กลับมาอีก โดยการยึดอำนาจในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลังจากนั้นไม่นานผู้บัญชาการทหารบก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (เกิด 26 สิงหาคม 2463 นายกรัฐมนตรี มีนาคม 2523 – สิงหาคม 2529) ขึ้นกุมอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ยุคนี้ทอดยาวมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เขียนเรียกว่า ยุค “กงจักรกวนน้ำเน่า” หรือ “จากวงจรอุบาทว์สู่วัฏจักรน้ำเน่า” วงจรอุบาทว์ คือ การยึดอำนาจโดยทหาร น้ำเน่า คือ การซื้ออำนาจโดยการเลือกตั้งผู้ผูกขาดอำนาจการเมืองตลอดยุค ได้แก่ บุคคลสองประเภทนี้ผลัดกัน หรือรวมกันบางครั้งทหารใช้นักเลือกตั้ง บางครั้งนักเลือกตั้งใช้ทหาร แต่ทั้งสองฝ่ายสร้างความล้าหลังและเสื่อมทรามให้ประเทศ และกองทัพด้วยการเล่นพวกหรือ/และโกงกินด้วยกันทั้งสิ้น
ยุคนี้เกิดยังเติร์ก ได้แก่ ทหารหนุ่มที่ห้าวหาญคนองศึกกร่ำสมรภูมิการรบทั้งในเวียดนาม ลาว เขมร และภายในประเทศ แบ่งออกเป็นทั้งฝ่ายนักรบและทหารประชาธิปไตย แบ่งออกเป็นทั้งฝ่ายนักรบและทหารประชาธิปไตย ฝ่ายนักรบมีบทบาทสูงกว่า เป็นหลักในการยึดอำนาจให้และโค่นพลเอกเปรมก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นนายกฯ ประวัติศาสตร์เกือบจะซ้ำรอย เมื่อยังเติร์กผิดหวังการบริหารกองทัพและประเทศของพลเอกเปรม
นั่นเป็นการปิดตำนานยังเติร์กรุ่นสองผู้กลายเป็นชื่ออัลบั้มเพลงของ Rod Stewet
มีหนังสือยังเติร์ก จปร.7 อยู่ 2 เล่ม เขียนโดย ดร.ชัยอนันต์ สุมทวณิช และ “ทหารหนุ่ม” หรือ พันโทสัญชัย ปุณทริกสวัสดิ์ รุ่นน้องผู้ใกล้ชิด จปร.7 พลตรี มนูญ (กฤต) รูปขจร ผู้นำยังเติร์กคนหนึ่ง วิจารณ์ทั้งคู่ว่ายังไม่เข้าใจและมีข้อมูลพื้นเกินไป
ผู้เขียนเห็นว่า ยังเติร์กรุ่นนี้ ถึงบางครั้งจะเห็นผิดเป็นชอบ หรือเห็นชอบเป็นผิด แต่ความโดดเด่นในเรื่องการรบ ความรักชาติ เกลียดคอร์รัปชั่น คดโกง ไม่อยากเห็นความตกต่ำของกองทัพและบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้
ผู้เขียนมั่นใจว่า หากกองทัพยังมีทหารที่มีคุณสมบัติเช่นนี้หลงเหลืออยู่ กองทัพคงไม่ต้องกินน้ำใต้ศอกนักการเมือง และเขมรคงไม่กล้ากำแหง และเหยียดหยามกองทัพไทยอย่างเช่นทุกวันนี้
พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร (ยศขณะนั้น) วีรบุรุษตาพระยายังเติร์กคนหนึ่ง ตามเข้าไปตีทหารเขมรจนเกือบจะถึงเสียมราฐ และเขมรไม่ว่าจะฝ่ายใดไม่กล้าหือ เพราะตำนานของโนนหมากมุ่น และหนองจานที่ 7 คนไทยไปโดนจับในรัฐบาลนี้ เคยโจษจันกันว่า ผู้นำทหารกัมพูชาหายสาบสูญไปจากโลกพร้อม ๆ กันที่นี่ 80 นาย โดยไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงกระสุนของทหารไทยแม้แต่นัดเดียว
นอกจากพลตรีประจักษ์ พลตรีมนุญ ยังเติร์กที่โด่งดังเป็นใครอีกบ้างท่านที่สนใจไปถามเองเถิด
ยุคปัจจุบันเป็นยุค “น้ำเน่าชำเรากงจักร” หรือ นายทุนการเมืองขี่คอกองทัพ ผู้เขียนได้เขียนไว้มากโขแล้ว จึงอยากจะจบโดยถ้อยคำของอดีตจเรทหาร พลเอกมนตรี ศุภาพร ในหนังสือทหารของแผ่นดิน พิมพ์ในปี 2549 ว่า
“ในระยะหลังนี้ ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายประการในกองทัพ เช่น มีผู้มีหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ มีผู้ไม่สุจริตทำงานเพื่อประโยชน์ตนมากขึ้น มีผู้ประพฤติตนที่แตกต่างจากแบบธรรมเนียมและประเพณีทหารมากขึ้น และมีผู้ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือสร้างความเจริญของตนทางธุรกิจและการเมือง สิ่งหล่านี้เป็นสิ่งที่บ่อนทำลายและสร้างความเสียหายให้กับกองทัพไทย”
เมื่อกองทัพไทยเสียหายและถูกบ่อนทำลาย ทหารอาชีพของไทยจะเดือดร้อนเพียงใดหรือไม่ ทหารคงจะทราบกันอยู่แก่ใจ แต่ที่แน่ ๆ ประชาชนและประเทศชาติต้องเดือดร้อนแสนสาหัส
เขียนมาถึงตอนนี้ ถึงแม้ผู้เขียนจะโหยหายังเติร์กทหารกล้า ขอยืนยันว่า ทางออกของประเทศไทยมิใช่ “การยึดอำนาจ ขอนายกฯ พระราชทานหรือรัฐบาลแห่งาติ”
ทางออกของประเทศไทยอยู่ที่โอกาส “พึ่งบารมีในหลวง ปวงชนมีส่วนร่วม รวมกับพลังกองทัพ” โดยยึดจารีต ควรลองและหลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ติดยึดการเลือกตั้งจอมปลอมอันไม่มีทางสุจริตยุติธรรมและขัดกฎหมาย เพียงเพื่อสนองตัณหาของพรรคและนักการเมืองจกเปรตไม่กี่ร้อยคน
หลังปกหน้าหนังสือทหารของแผ่นดินมีข้อความว่า
“คนเกิดมามีสิทธิเท่ากัน ที่เป็นรัฐบาลได้ก็เพราะประชาชนเขายอมให้เป็น การเป็นรัฐบาล จึงต้องทำดี ถ้าทำไม่ดีให้คนเดือดร้อน ก็เป็นสิทธิและหน้าที่ของเขาที่จะขับไล่รัฐบาลเลวออกไป”
Come on Young Turks, be free tonight. Time is on your side!.
โดย ปราโมทย์ นาครทรรพ
18 เมษายน 2554 เวลา 15.49 น.
ASTV ผู้จัดการ
จาก จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น