วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหล ลุ่มหลง


เวลา 79 ปี เป็นเวลาที่นานโขอยู่ ที่เราตกอยู่ภายใต้การบริหารแผ่นดินที่ไม่สอดคล้องต้องตามขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีการปกครองของไทยที่มีมาแต่โบราณ เราไปเอาแบบแผนการปกครองของตะวันตกมาใช้ด้วยความเข้าใจเพียงครึ่ง ๆ  กลาง ๆ ทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติ ในบางกรณีเราไปคัดลอกวิธีการหรือข้อบังคับของประเทศที่เป็นสาธารณรัฐมาใช้ด้วยซ้ำไป ไม่มีใครได้รำลึกถึงพระราชดำรัสในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ที่ปรากฏในพระบรมราชาธิบาย การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากจตุสดมภ์ไปเป็นสิบสองกระทรวง ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า
          “อนึ่ง พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยถือว่าเป็นที่ล้นที่พ้น ไม่มีข้อใดสิ่งอันใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้ แต่เมื่อว่าตามความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติการอันใดก็ต้องเป็นไปตามทางที่สมควรและที่เป็นยุติธรรม เพราะเหตุฉะนั้นข้าพเจ้าไม่มีความรังเกียจอันใด ซึ่งจะมีกฎหมายกำหนดพระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดิน (รัฐธรรมนูญ) เช่น  ประเทศทั้งปวงมีกำหนดต่าง  ๆ กันนั้น เมื่อจะทำกฎหมายสำหรับแผ่นดินให้เป็นหลักฐานทั่วถึง  ก็ควรจะว่าด้วยพระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินให้เป็นหลักฐานไว้ 
          ...และการปกครองบ้านเมือง เช่น ประเทศสยามนี้  อำนาจแห่งพระเจ้าแผ่นดินอื่น    คือ ประเทศยุโรปก็จะไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้...”
          นับแต่เรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ คือ ฉบับลงวันที่  27  มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา จนถึงฉบับล่าสุดที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เราไม่ได้เดินตามรอยพระยุคลบาทของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระอัจฉริยภาพล้ำเลิศนั้นเลย  เรามองข้าม เราไม่เห็นสัจธรรมของพระราชดำรัสดังกล่าว  แต่เราเอาอย่างลัทธิการปกครองแบบตะวันตก
          เวลาล่วงเลยมา  79  ปีพอดี  ที่เราละเลยพระราชดำรัสอันเป็นดวงประทีป  ซึ่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเสียสละให้ทุกอย่าง เพื่อประโยชน์ของทวยราษฎร โปรดเกล้าพระราชทานไว้ให้ แล้วผลที่เราได้รับเป็นอย่างไร?  เราเห็นกันหรือยังว่า บ้านเมืองของเราวุ่นวาย ไร้ความสงบ ปราศจากความร่มเย็นเป็นสุขเพียงไร?
          คำถามที่มหาชนชาวไทยทุกคนต้องตอบด้วยความจริงใจ และจริงจังว่า   เราจะทำอย่างไร?   เราจะเอาอย่างไร?  เราจะคิดอ่านอย่างไร?   เราจะอดทนอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปอีกหรือ?   เราจะทนอยู่ได้นานอีกเท่าไร?   เราไม่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวพอที่จะตัดสินใจถอนตัวออกจากสิ่งที่ผิดพลาดแล้วมาตั้งต้นใหม่ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระปิยมหาราช เช่นนั้นรึ?  เพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด” ชาวไทยถือว่าเป็นมนต์ดลใจที่ทรงพลัง ดังเนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง”
          บัดนี้  โอกาสทองได้มาถึงแล้วที่จะแปลเพลงพระราชนิพนธ์บทนั้น ออกเป็นความจริงที่จะต้องแก้ไขในสิ่งผิดและเพื่อให้ประชาชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศทุกคนได้ทราบว่า เหตุใดประเทศของเราซึ่งมั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ประชาชนส่วนใหญ่อันได้แก่  ชาวไร่  ชาวนา  ชาวชนบท  จึงยากจนนัก?  เหตุใดบ้านเมืองของเราซึ่งนับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนพลเมือง จึงเป็นขี้เหล้าเมายามัวเมาในอบายมุขมากขึ้นทุกวัน?  เหตุใดจึงกดขี่ข่มเหงทำร้ายซึ่งกันและกัน แผ่นดินหาความร่มเย็นเป็นสุขมิได้?  เหตุใดแผ่นดินของเราซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเราจึงกลายเป็นแหล่งแอบแฝงหากินของคนชั่ว นักการเมืองชั่ว
          เมื่อได้ทราบแล้ว ก็ให้ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหาอันร้ายแรงนี้ให้ทันแก่เหตุการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป
          นั่นคือต้องหยุดประเทศไทย เพื่อปฏิรูปการปกครองประเทศไทยเป็นการปกครองแบบราชประชาสมาสัย คือ พระมหากษัตริย์และราษฎรร่วมกันปกครองประเทศให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข นั่นคือ แบบการปกครองโดยธรรมซึ่งสอดคล้องกับจารีตประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทย ปัญหาความขัดแย้งก็จะหมดไป   บ้านเมืองของเราก็จะสงบสุข ประชาชนก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ตามความต้องการของทุกฝ่าย
          ตื่นเถิดชาวไทย  ตื่นเถิดชาวไทย  ตื่นเถิดชาวไทย


โดย  พลเอก กิตติ   รัตนฉายา
 28  มีนาคม 2554 เวลา 16.34 น.
ASTV  ผู้จัดการ
จาก  จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น