วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค3) : ตอนที่ 2


การตามครรลองของระบอบเผด็จการดั้งเดิม สมัยสาธารณรัฐโรมัน (เฉพาะกิจ ชั่วคราว และขอบเขตจำกัด) แต่ประสพผลสำเร็จเพียงครึ่งเดียว เพราะฝ่ายกระทำรัฐประหารไม่รู้จักใช้อำนาจเผด็จการ (ที่มีค่าทางบวก) รวมทั้งไม่เห็นถถึงความแตกต่างระหว่างชัยชนะทางการทหาร กับชัยชนะทางการเมือง จึงประสพกับความล้มเหลวในการเอาชนะทางความคิด อิทธิพลของกรอบความคิดประชาธิปไตยแบบประชานิยม จึงยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยตราบจนทุกวันนี้ นั่นก็คือ รัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือ รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นักประชาธิปไตย โดยหารู้ไม่ว่า เรื่องของการเลือกตั้ง เป็นเพียงส่วนประกอบด้านหนึ่งของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นคำจำกัดความสมบูรณ์ของคำว่า ประชาธิปไตย ตลอดจนการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นสิ่งพิสูจน์ความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาล หรือความเป็นนักประชาธิปไตยของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า ทั้งรัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความเลื่อมใสในระบอบการเมือง การปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งนี้  ด้วยเหตุผลสำคัญ กล่าวคือ การเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงของประชาธิปไตย มันเป็นเพียงเปลือกภายนอกของสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย   
 ในอดีตนักเผด็จการอย่างฮิตเลอร์และมุสโซลินี ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นถึงความจริงและข้อเท็จจริงดังได้กล่าวทั้งหมดข้างต้น และในประเทศไทยเมื่อ 7 – 8 ปีที่ผ่านมา ทักษิณและรัฐบาลไทยรักไทย ก็ได้ตอกย้ำให้เราเห็นถึงความจริงและข้อเท็จจริงดังกล่าว รวมทั้ง รัฐบาลพรรคพลังประชาชนก้ได้ตอกย้ำให้เราเห็นอยู่ตำตาในปัจจุบันว่า ทั้งรัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หาได้มีความเป็นประชาธิปไตยทั้งในรูปแบบและเนื้อหาตรงกันข้าม กลับใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายประชาธิปไตย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการอ้างประชาธิปไตยของเสียงข้างมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าประสงค์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย (เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่าง ๆ  การลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและของสื่อ การพยายามแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ฟังเสียงประชาชน และโดยหลีกเลี่ยงการดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย) ทั้งหมดก็เพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นเผด็จการ นั่นคือ การผูกขาดอำนาจ เมื่อเป็นเช่นนี้ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มิได้แตกต่างอะไรจากอสูรกายในคราบนักบุญ
ในเมื่อข้อเท็จจริงทั้งเป็นดังกล่าวข้างต้น การเลือกตั้งมิใช่ยาวิเศษที่จะทำหน้าที่แก้ปัญหาต่าง ๆ  ของประเทศชาติ เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศชาติจะได้รับการแก้ไขให้เป็นผลสำเร็จ ยังประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง หากอยู่ที่นโยบายและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ตลอดจนการดำเนินการตามนโยบายและยุทธศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้งเลยแม้แต่น้อย เพราะหากวิเคราะห์กันถึงที่สุดแล้ว การเลือกตั้งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลือมีไว้ประโลมใจประชาชน ให้ได้รู้สึกว่าพวกเขาเหล่านั้น ยังเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอยู่ทั้ง ๆ ที่ โดยความเป็นจริงแล้ว ภายหลังเสร็จพิธีกรรมของการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่ มักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลครอบงำของบรรดาพรรคการเมือง และนักการเมืองที่มุ่งใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ มากกว่าที่จะทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ตลอดจนไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปรึกษาหารือและสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
1) รัฐประหารจากกรณีศึกษาของตุรกี
ปี พ.ศ.2466 Mustafa Kemal Ataturk ได้เข้าร่วมกับกองทัพตุรกีก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกี
จนได้รับการยกย่องจากประชาชนตุรกีให้เป็นบิดาแห่งตุรกียุคใหม่ แม้ว่า Ataturk ได้แยกกองทัพออกจากการเมือง แต่กองทัพและประชาชนตุรกีต่างเห็นร่วมกันว่า กองทัพตุรกีมีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะเป็นผู้พิทักษ์อุดมการณ์ของ Kemal Ataturk (Kemalism) ซึ่งกองทัพยึดถือเป็นอุดมการณ์แห่งชาติตลอดมา
          อุดมการณ์ของ Ataturk ดังกล่าวประกอบด้วย หลักความคิด 6 ประการ ได้แก่ ความคิดว่าด้วยสาธารณรัฐนิยม คือ ตุรกีต้องมีการปกครองแบบสาธารณรัฐ (Republicanism) ความคิดว่าด้วยการแยกศาสนาออกจากรัฐอย่างเด็ดขาด (Secularism) ความคิดว่าด้วยชาตินิยม (Nationalism) ความคิดว่าด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในเจตนารมณ์ของประชาชน ว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำให้ตุรกีฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงได้ (Populism) และความคิดว่าด้วยบทบาทโดยตรงของรัฐในการเข้ามาบริหารดูแลเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคมโดยรวม (Etatism) และท้ายสุดความคิดว่าด้วยการพึ่งการปฏิวัติเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง (Revolutionism)
          การยึดมั่นในความคิด 6 ประการของอุดมการณ์แห่งชาติอย่างมั่นคงของกองทัพตุรกีเป็นผลโดยตรง ทำให้กองทัพตุรกีถือเป็นภารกิจสำคัญและจำเป็นที่จำต้องเข้าแทรกแซงทางการเมืองทุกครั้งที่กองทัพเห็นว่า ตุรกีกำลังประสพกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดนของตุรกี (หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภัยคุกคามที่มาจากชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด) หรือภัยคุกคามต่อหลักการแยกศาสนาออกจากการเมือง (ภัยคุกคามจากลุ่มการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง) และในช่วงเวลา 85 ปี ของสาธารณรัฐตุรกี (พ.ศ.2466 ถึงปัจจุบัน) กองทัพตุรกี ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการยึดมั่นอย่างเคร่งครัดในหลัก 6 ประการของอุดมการณ์แห่งชาติดังกล่าวข้างต้น ด้วยการเข้าแทรกแซงทางการเมืองในรูปของการทำรัฐประหาร 4 ครั้ง คือ ใน พ.ศ.2503 พ.ศ.2514 พ.ศ.2523 และล่าสุดใน พ.ศ.2540 ผลของการรัฐประหารทั้ง 4 ครั้ง ดังกล่าว ได้ตอกย้ำให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไปว่า กองทัพตุรกีได้มีบทบาทสำคัญต่อการธำรงไว้ซึ่งระบอบ สาธารณรัฐ และการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยของตุรกี มิให้ออกนอกกรอบ ของอุดมการณ์แห่งชาติดังกล่าวข้างต้น ตลอดจนชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กองทัพตุรกีแม้จะเห็นถึงความสำคัญของการแยกทหารออกจากการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่การรัฐประหาร ทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมากองทัพตุรกีต้องการตอกย้ำให้ประชาชนและนักการเมืองตุรกี ได้ตระหนักไว้ด้วยว่า กองทัพตุรกีมีความเข้าใจดีในบทบาทสำคัญของกองทัพในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ การแยกทหารออกจากการเมืองไม่ได้หมายความว่า ทหารจะไม่สนใจการเมืองไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และความอยู่รอดของประเทศชาติ และของระบอบประชาธิปไตยตรงกันข้าม ทหารตุรกีมีความเข้าใจดีว่า การแยกทหารออกจากการเมือง หมายถึง การที่ทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซง ก้าวก่าย บงการ การบริหารประเทศของรัฐบาลในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองต้องประสพกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ กองทัพจะอยู่นิ่งเฉยมิได้จะปัดความรับผิดชอบที่มีต่ออุดมการณ์แห่งชาติทั้ง 6 หลักการข้างต้นไม่ได้ ปัดความรับผิดชอบต่อประชาชนไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์และความขัดแย้งระหว่างบรรดาพรรคการเมือง และนักการเมืองมาทำลายประเทศและประชาชน นอกจากนั้น การรัฐประหารทั้ง 4 ครั้งในตุรกี ยังเป็นเหตุการณ์พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วยว่า กองทัพตุรกีตระหนักดีว่า ศัตรูและภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ ความมั่นคงและต่อประชาธิปไตย มิใช่จะมาจากภายนอกเท่านั้น หากแต่จะมาจากภายในประเทศมากกว่าด้วยซ้ำ (ในกรณีของตุรกี ศัตรูภายใน คือ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด กลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ตลอดจนการคอร์รัปชั่น เป็นสำคัญ)    

/...มีต่อ ตอนที่ 3


โดย  สุรพงษ์  ชัยนาม
 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 17.19 น.
ASTV  ผู้จัดการ
จาก  จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น