วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค3) : ตอนที่ 3




           การรัฐประหารทั้ง 4 ครั้งในตุรกี เป็นรัฐประหารที่มีสาเหตุและเหตุผลจากบริบทและเงื่อนไขเฉพาะที่เกิดขึ้นในตุรกีเป็นสำคัญ และการรัฐประหารทั้ง 4 ครั้ง มีขึ้นในช่วงที่การเมืองตุรกีเปลี่ยนจากการเมืองแบบพรรคเดียว มาเป็นแบบที่มีหลายพรรค โดยสามารถแยกการรัฐประหารในตุรกีออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
          ก)    ประเภทที่กองทัพสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์ประเทศ โดยเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ โดยตรง(แต่ไม่ประสงค์จะอยู่ในอำนาจตลอดไป) และเหตุผลของการยึดอำนาจชั่วคราวนั้น คือ เพื่อกำจัดปัญหาและความวุ่นวายที่ฝ่ายนักการเมืองได้ก่อไว้ โดยคืนอำนาจให้กับฝ่ายการเมือง หลังจากที่ได้สร้างสภาพการณ์ที่จะเป็นการช่วยป้องกันมิให้กองทัพต้องเข้ามาแทรกแซงอีก การรัฐประหารปี พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2523 ถือได้ว่าอยู่ในขอบข่ายประเภทกองทัพสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์  โดยกองทัพได้คืนอำนาจให้กับฝ่ายการเมือง (นักการเมืองพลเรือน) ในปี พ.ศ.2504 (สำหรับการรัฐประหาร พ.ศ.2503) และในปี พ.ศ.2526 (สำหรับการรัฐประหาร พ.ศ.2523) การรัฐประหาร ปี พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2523  ล้วนมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายจัด (ที่ต่อต้านการนำศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง) กับแบบขวาจัด (ที่ยึดศาสนาและลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมือง) แต่ในการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว กองทัพได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ 
ข)    ประเภทที่กองทัพสามารถสวมบทบาทเป็นคนกลางหรือผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งหมายถึง รัฐบาล
ยังคงเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ทหารมีอำนาจยับยั้ง (Veto power) นโยบายและการดำเนินการของรัฐบาลที่ฝ่ายทหารเห็นว่า จะนำไปสู่ความแตกแยกขึ้นอีกในสังคม ทหารต้องมีอำนาจทางอ้อม (ผ่านการใช้อำนาจยับยั้ง) เป็นวิธีการที่ฝ่ายทหารที่ทำรัฐประหาร สามารถควบคุมพฤติกรรมและการดำเนินการของรัฐบาลพลเรือนให้อยู่ในกรอบที่ไม่เป็นการสร้างความแตกแยก และเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การต้องทำรัฐประหารอีก โดยฝ่ายทหารจะปรับ/เปลี่ยน ครม.พลเรือน เอาบุคคลที่เป็นที่ยอมรับเข้ามาบริหารประเทศตามความจำเป็นของสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลา การรัฐประหารปี พ.ศ.2514 และ พ.ศ.2540 ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับการรัฐประหาร พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2523
          เกี่ยวกับการรัฐประหารทั้ง 4 ครั้งในตุรกี มีข้อสังเกตที่สำคัญ 7 ประการ ดังนี้
1)   ทุกครั้งที่กองทัพตุรกี ทำการรัฐประหาร และเข้ามากุมอำนาจบริหารโดยตรง ก็ได้คืน
อำนาจให้กับฝ่ายรัฐบาลพลเรือน ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน
2)   ในกรณีที่รัฐประหารแล้ว แต่มิได้เข้ามากุมอำนาจโดยตรง ทางกองทัพก็จะดำเนินการ
อย่างเป็นขั้นตอน ทางกองทัพก็จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับบทบาททางการเมืองของกองทัพ ในฐานะผู้มีบทบาทพิทักษ์อุดมการณ์แห่งชาติ (หลักความคิด 6 ประการของอุดมการณ์แห่งชาติ) และที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญตุรกี ปี พ.ศ.2525 (หลังการรัฐประหารปี พ.ศ.2523) เป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ให้อำนาจแก่กองทัพผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2525 ให้การรับรองและมีบทบาทคู่ขนานกับคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำรัฐบาลในด้านความมั่นคง ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากกองทัพและพลเรือนที่มาจากฝ่ายรัฐบาลและมีอิทธิพลเหนือกว่าคณะรัฐมนตรี
3)   ในการรัฐประหารทั้ง 4 ครั้ง มีอยู่ 2 ครั้ง (ปี พ.ศ.2514 และ 2540) ที่ฝ่ายกองทัพตุรกี
มิได้แสดงแสนยานุภาพอย่างเปิดเผย แต่จะใช้วิธีการอยู่หลังฉาก และกดดันรัฐบาล ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมของกองทัพ (Joint Communique) การยื่นคำขาด (ultimatum) การให้สัมภาษณ์แก่สาธารณชน โดย ผบ.เหล่าทัพ ตลอดจนการเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงจุดยืนและท่าทีของกองทัพทั้งหมดนี้กองทัพจะดำเนินการอย่างเปิดเผยอันเป็นการส่งสัญญาณให้ประชาชนได้รู้ถึงจุดยืนและปฏิกิริยา ท่าทีของกองทัพที่มีต่อปัญหาต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกับฝ่ายรัฐฐาล เพื่อประชาชนได้รู้ว่ากองทัพมีเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล การประกาศจุดยืนและท่าทีของกองทัพตุรกีในทั้งสองโอกาส (พ.ศ.2514 กับ พ.ศ.2540) หรือที่เรียกกันว่า “การรัฐประหารผ่านบันทึก” (Coups by memorandum) ได้มีผลทำให้นายกรัฐมนตรีต้องยอมลาออก เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ โดยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังการรัฐประหาร พ.ศ.2540 เป็นนักการเมืองทั้งสิ้น ส่วนคณะรัฐมนตรีหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2514 เป็นพลเรือนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่ทั้งสองคณะรัฐมนตรี ต่างเป็นที่ยอมรับของกองทัพและสังคมโดยรวม
4)   ในภาพรวมแล้ว กล่าวได้ว่า การรัฐประหารทั้ง 4 ครั้ง กองทัพตุรกีได้รับความเข้าใจและ
การสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะกองทัพได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่า กองทัพมีอุดมการณ์ มีหลักการ และจุดยืนแน่ชัด (หลักการ 6 ข้อของอุดมการณ์แห่งชาติ) รวมทั้งเชื่อมั่นในศรัทธาที่ประชาชนส่วนใหญ่มีต่อกองทัพ อีกทั้งกองทัพได้รักษาคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชน
5)   หลักการ 6 ข้อของอุดมการณ์แห่งชาติ (Kemalism) ยังคงเป็นสิ่งที่กองทัพและ
ประชาชนตุรกีส่วนใหญ่ยึดมั่นอย่างแน่วแน่ และเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดและท่าทีของกองทัพและประชาชนตุรกีที่มีต่อปัญหาการเมืองตราบจนทุกวันนี้
6)   นับว่าปัญหาก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดนของชนชาติเคิร์ดในตุรกี รวมทั้งปัญหา
ของอิทธิพลเติบโตของความคิดในศาสนาอิสลามที่ไม่แยกศาสนากับการเมือง (political Islam) เป็นปัญหาร้ายแรงที่ส่งผลโดยตรง ทำให้บทบาททางการเมืองของกองทัพตุรกีนับวันจะเพิ่มมากขึ้น  ทั้งนี้  ความคิดว่าด้วยการดำรงไว้ซึ่งความเป็นสาธารณรัฐ ความคิดว่าด้วยการแยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างเด็ดขาด และความคิดว่าด้วยการรักษาอธิปไตยและบูรณาภาพแห่งดินแดน ล้วนเป็นกรอบความคิดที่กองทัพและประชาชนตุรกีต่างยึดมั่น และมีเจตจำนงค์ร่วมกันที่จะปกป้องรักษาไว้อย่างเหนี่ยวแน่น
7)   ความคิดเรื่องการแยกศาสนาออกจากการเมือง (Secularism) ที่เป็นหนึ่งในหกหลักการ
ของอุดมการณ์แห่งชาติของสาธารณรัฐตุรกี ได้มีผลทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญตุรกี พิพากษาให้มีการยุบพรรคสวัสดิการ (welfare Party) ในปี พ.ศ.2541 รวมทั้งห้ามนายกรัฐมนตรี  Erbakan ซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคนี้เล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี และปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญตุรกีก็อยู่ระหว่างการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองที่มีชื่อว่า “พรรคพัฒนา (A K Party) ของนายกรัฐมนตรี Tayyip  Erdogan และประธานาธิบดี Abdullah  Gul รวมทั้งห้ามสมาชิกคณะกรรมการบริหารพรรคอีก 71 คน เล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ข้อหาดำเนินกิจกรรมทางศาสนาที่เป็นภัยต่ออุดมการณ์แห่งชาติ
/...มีต่อ ตอนที่ 4



โดย  สุรพงษ์  ชัยนาม
 15 พฤษภาคม 2551 เวลา 17.19 น.
ASTV  ผู้จัดการ
จาก  จุลสารกองทัพกับประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น