วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

สู้เพื่อบ้านเมือง

คนดีมีสาระ (8)







คนดีมีสาระ (7)







คนดีมีนสาระ (6)





คนดีมีสาระ(5)







คนดีมีสาระ (4)







วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กุหลาบคุณธรรม


             “กุหลาบคุณธรรม” เป็นการรวมตัวของผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ในอันที่จะดูแลปกป้อง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชน” อย่างแท้จริง
         กุหลาบ เป็นสัญลักษณ์ของ “ความรัก ความห่วงใย”        

         คุณธรรม เป็นวิถีปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสงบสุขแบบยั่งยืน
         กุหลาบคุณธรรม จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการนำ “จิตสำนึกอันดีงาม” มาหยิบยื่นให้ด้วยของความรักและความห่วงใย
        สมาชิก ของกลุ่มกุหลาบคุณธรรม จึงเกิดขึ้นจากทุกท่านทุกหมู่เหล่าที่รักและห่วงใยชาติบ้านเมือง และต้องการที่จะร่วมมือผนึกกำลังกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชาติ โดยใช้ “จิตสำนึกอันดีงาม” เป็นหลักยึด 

มาเถิด ยังเติร์ก ปลดแอกเสียแต่คืนนี้ เวลายังเป็นของเรา


“Young Hearts be free tonight, time is on you side
หัวใจหนุ่ม คืนนี้คงเป็นอิสระเถิด เวลาอยู่ข้างท่าน

We got just one shot at life lets take it while we’re still not afraid
เรามีเพียงชีวิตเดียว จงใช้ชีวิตนั้นยาม เมื่อเรายังไม่พรั่นพรึง

Because life is so brief and time is a thief when you’re undiceded
ชีวิตนั้นมันแสนสั้น หากเรามัวแต่พากันลังเล เวลามันจะเป็นเจ้าหัวขโมย

And like a fistful of sand it can slip right through your hands.
เหมือนทรายที่อยู่ในกำมือ มันอาจลอดช่องนิ้วหายไปหมด

Young hearts be free tonight time is on your side.
หัวใจหนุ่ม คืนนี้คงเป็นอิสระเถิด เวลาอยู่ข้างท่าน

Don’t let them put you down don’t let ‘em push you around
อย่าปล่อยให้เขาสยบคุณ อย่าปล่อยให้เขาปั่นคุณไปมา

Don’t let ‘em ever change your point of view.
อย่าปล่อยให้เขาเปลี่ยนใจคุณได้เลย

Come on Billy มาเถิดน้องพี่

Young hearts be free tonight time is on your side
ยังเติร์ก คืนนี้จะต้องเสรี เวลาที่มีล้วนเข้าข้างเรา

Young hearts be free tonight time is on your side
ยังเติร์ก คืนนี้จะต้องเสรี เวลาที่มีล้วนเข้าข้างเรา

(ซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ซ้ำ)

Tonight tonight yeah time is on your side.
คืนนี้นะ คืนนี้นะ เพราะเวลาเข้าข้างเรา”

           บางส่วนของเพลง Young Turks แต่งและร้องโดย Rod Stewart 1 ใน 100 เพลงดังของโลก Rod Stewart นักร้องดัง เกิดอังกฤษ 1945 ย้ายไปอเมริกาปี 1975 ชอบมาเมืองไทย เพลง Young turks ดังร่วมสมัย 14 ตุลา และกลับมาดังอีกปี 2007 – 2009 ยุคหนุ่มสาวอเมริกันให้ “รักกันหนา-พากันหนี” ทั้ง ๆ ที่มีเงินในประเป๋าบาทเดียว ในเนื้องเพลงมีแต่คำว่า Young Hearts ไม่มีคำว่า Young Turks เลย
          เหตุไฉนอัลบั้มเพลงจึงมีชื่อว่า Young Turks เล่ากันว่า Rod Stewart มานอนอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานีในช่วงกบฏยังเติร์ก “เมษาฮาวาย” พอดี
          Rod มีความฝังใจและชื่นชมบทบาทของนักศึกษาไทยในยุค 14 ตุลา เป็นทุนอยู่แล้ว จึงเชียร์ยังเติร์ก จปร.7 สุด ๆ เวลาร้องสดบางครั้งจึงเปลี่ยน Young Hearts เป็น Young Turks และเปลี่ยนชื่ออัลบั้มเป็นยังเติร์กเสียเลย เพื่อสดุดียังเติร์กไทย ยังเติร์กไทยมีจริงหรือ เขาเป็นใคร อยู่ที่ไหนเราควรเข้าใจที่มาของคำว่า Young Turks เสียก่อน         

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สู้เพื่อบ้านเมือง (6 สิงหาคม 2554)

ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหล ลุ่มหลง


เวลา 79 ปี เป็นเวลาที่นานโขอยู่ ที่เราตกอยู่ภายใต้การบริหารแผ่นดินที่ไม่สอดคล้องต้องตามขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีการปกครองของไทยที่มีมาแต่โบราณ เราไปเอาแบบแผนการปกครองของตะวันตกมาใช้ด้วยความเข้าใจเพียงครึ่ง ๆ  กลาง ๆ ทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติ ในบางกรณีเราไปคัดลอกวิธีการหรือข้อบังคับของประเทศที่เป็นสาธารณรัฐมาใช้ด้วยซ้ำไป ไม่มีใครได้รำลึกถึงพระราชดำรัสในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ที่ปรากฏในพระบรมราชาธิบาย การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากจตุสดมภ์ไปเป็นสิบสองกระทรวง ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า
          “อนึ่ง พระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามนี้ไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยถือว่าเป็นที่ล้นที่พ้น ไม่มีข้อใดสิ่งอันใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้ แต่เมื่อว่าตามความเป็นจริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติการอันใดก็ต้องเป็นไปตามทางที่สมควรและที่เป็นยุติธรรม เพราะเหตุฉะนั้นข้าพเจ้าไม่มีความรังเกียจอันใด ซึ่งจะมีกฎหมายกำหนดพระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดิน (รัฐธรรมนูญ) เช่น  ประเทศทั้งปวงมีกำหนดต่าง  ๆ กันนั้น เมื่อจะทำกฎหมายสำหรับแผ่นดินให้เป็นหลักฐานทั่วถึง  ก็ควรจะว่าด้วยพระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินให้เป็นหลักฐานไว้ 

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค 3) : ตอนที่ 1


ภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น
การชนะสงครามโดยได้ชัยชนะทางทหารอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ  ทั้งนี้  การเอาชนะทางความคิดเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดด้วย ถือเป็นชัยชนะที่แท้จริง
          จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น  เราจึงเห็นได้ว่า การรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ได้บรรลุผลซึ่งชัยชนะที่แท้จริง จึงเป็นผลต่อสภาพการณ์อึมครึมที่เกิดขึ้นและเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกแยกทางความคิดในสังคมถ่างกว้างขึ้น  นับวันโอกาสและหนทางที่จะนำไปสู่การประนีประนอม แก้ไขและยุติข้อขัดแย้งโดยสันติวิธีน้อยลงทุกวัน รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ทักษิณเพียงสะดุดไปชั่วคราว แต่ไม่ได้เข้าไปจัดการกับโครงสร้าง กลไก และเครื่องมือต่าง ๆ ของรัฐ ที่ระบอบทักษิณได้ใช้มอมเมาปลูกความเท็จให้กับประชาชน
1) พลังที่สามกับการกำจัดดุลยภาพที่เป็นมหันตภัย
อันโตนีโอ กรัมชี่ ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในสมุดบันทึกจากคุกว่า  เมื่อใดที่เกิดสภาพการณ์
ที่พลังจากฝ่ายต่าง ๆ ที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอยู่ในสภาพที่ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างชัดเจน แต่เป็นการถ่วงดุลระหว่างกัน ในลักษณะที่หากความขัดแย้งยังดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง มีหนทางเดียวที่ความขัดแย้งจะยุติลงได้ ก็คือ การทำลายล้างผลาญระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกัน (reciprocal destruction) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อพลังก้าวหน้า ไม่สามารถเอาชนะพลังล้าหลัง หรือพลังล้าหลังไม่สามารถเอาชนะพลังก้าวหน้าเป็นผลให้ทั้งสองพลังที่ต่อสู้ขัดแย้งกันต่างมุ่งทำลายซึ่งกันและกัน อย่างไม่หยุดยั้ง สังคมการเมืองจะได้รับการช่วยให้หลุดพ้นจากความหายนะดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการเข้ามาแทรกแซงจากพลังที่สาม หรือปัจจัยที่สาม หรืออำนาจฝ่าวิกฤติเพื่อสยบพลังที่ขัดแย้งกัน   

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค3) : ตอนที่ 2


การตามครรลองของระบอบเผด็จการดั้งเดิม สมัยสาธารณรัฐโรมัน (เฉพาะกิจ ชั่วคราว และขอบเขตจำกัด) แต่ประสพผลสำเร็จเพียงครึ่งเดียว เพราะฝ่ายกระทำรัฐประหารไม่รู้จักใช้อำนาจเผด็จการ (ที่มีค่าทางบวก) รวมทั้งไม่เห็นถถึงความแตกต่างระหว่างชัยชนะทางการทหาร กับชัยชนะทางการเมือง จึงประสพกับความล้มเหลวในการเอาชนะทางความคิด อิทธิพลของกรอบความคิดประชาธิปไตยแบบประชานิยม จึงยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยตราบจนทุกวันนี้ นั่นก็คือ รัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือ รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นักประชาธิปไตย โดยหารู้ไม่ว่า เรื่องของการเลือกตั้ง เป็นเพียงส่วนประกอบด้านหนึ่งของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นคำจำกัดความสมบูรณ์ของคำว่า ประชาธิปไตย ตลอดจนการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นสิ่งพิสูจน์ความเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาล หรือความเป็นนักประชาธิปไตยของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า ทั้งรัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจะมีความเลื่อมใสในระบอบการเมือง การปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งนี้  ด้วยเหตุผลสำคัญ กล่าวคือ การเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงของประชาธิปไตย มันเป็นเพียงเปลือกภายนอกของสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย   

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค3) : ตอนที่ 3




           การรัฐประหารทั้ง 4 ครั้งในตุรกี เป็นรัฐประหารที่มีสาเหตุและเหตุผลจากบริบทและเงื่อนไขเฉพาะที่เกิดขึ้นในตุรกีเป็นสำคัญ และการรัฐประหารทั้ง 4 ครั้ง มีขึ้นในช่วงที่การเมืองตุรกีเปลี่ยนจากการเมืองแบบพรรคเดียว มาเป็นแบบที่มีหลายพรรค โดยสามารถแยกการรัฐประหารในตุรกีออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
          ก)    ประเภทที่กองทัพสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์ประเทศ โดยเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศ โดยตรง(แต่ไม่ประสงค์จะอยู่ในอำนาจตลอดไป) และเหตุผลของการยึดอำนาจชั่วคราวนั้น คือ เพื่อกำจัดปัญหาและความวุ่นวายที่ฝ่ายนักการเมืองได้ก่อไว้ โดยคืนอำนาจให้กับฝ่ายการเมือง หลังจากที่ได้สร้างสภาพการณ์ที่จะเป็นการช่วยป้องกันมิให้กองทัพต้องเข้ามาแทรกแซงอีก การรัฐประหารปี พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2523 ถือได้ว่าอยู่ในขอบข่ายประเภทกองทัพสวมบทบาทเป็นผู้พิทักษ์  โดยกองทัพได้คืนอำนาจให้กับฝ่ายการเมือง (นักการเมืองพลเรือน) ในปี พ.ศ.2504 (สำหรับการรัฐประหาร พ.ศ.2503) และในปี พ.ศ.2526 (สำหรับการรัฐประหาร พ.ศ.2523) การรัฐประหาร ปี พ.ศ.2503 และ พ.ศ.2523  ล้วนมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้ายจัด (ที่ต่อต้านการนำศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง) กับแบบขวาจัด (ที่ยึดศาสนาและลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือทางการเมือง) แต่ในการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งดังกล่าว กองทัพได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างไม่มีใครปฏิเสธได้ 

กองทัพกับประชาธิปไตย (ภาค3) : ตอนที่ 4


สรุป
จากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของกองทัพตุรกี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 (การรัฐประหารครั้งแรก) เป็นต้นมา ชี้ให้เห็นได้ว่า กองทัพตุรกีมีความตระหนักดีในบทบาทและหน้าที่ต่อการพิทักษ์รักษาสาธารณรัฐตุรกี ภายใต้การชี้นำของอุดมการณ์ที่บิดาแห่งสาธารณรัฐตุรกี Mustafa Kemal  Ataturk ได้ทิ้งไว้เป็นมรดกของชาติ รวมทั้งรู้ถึงคุณประโยชน์ของอำนาจเผด็จการ (ตามความหมายดั้งเดิมของอำนาจเผด็จการสมัยสาธารณรัฐโรมัน รายละเอียดปรากฎในข้อ 1 ใหญ่ ของตอนที่ 1) และไม่กลัวที่จะใช้อำนาจเผด็จการในสภาพการณ์พิเศษ (วิกฤติการณ์การเมืองร้ายแรง) เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ เหมือนกับกองทัพโปรตุเกสในการปฏิวัติ ปี พ.ศ.2519 ก็ได้ใช้อำนาจเผด็จการ ในความหมายดั้งเดิม ยุคสาธารณรัฐโรมันเมื่อ 3 พันปีมาแล้ว (โปรดดูรายละเอียดในบทความของผู้เขียนเรื่องกองทัพกับประชาธิปไตยทั้งภาคหนึ่ง และภาคสอง ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2549 และ 3 กันยายน 2549 หรือท้ายบทความนี้) 

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย(ภาค 2)


        ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความเรื่องกองทัพกับประชาธิปไตยภาค 1 ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับลงวันที่  13  มีนาคม  2549 ซึ่งในบทความดังกล่าวได้พยายามเน้นให้เห็นถึงความสำคัญและการมีบทบาทชี้ขาดของกองบทัพในยามที่ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงในทุก ๆ ด้าน  โดยผู้เขียนได้ยกประเด็นเรื่องกองทัพโปรตุเกสดำเนินการโค่นระบอบเผด็จการพลเรือนเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนอย่างเป็นผลสำเร็จและอย่างปราศจากการเสียเลือดเนื้อมาเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ปรากฏในประเทศไทยในห้วงเวลา 1  ปีที่ผ่านมา   

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เจตนารมณ์ "กุหลาบเหลือง"


Yellow Rose หรือ กุหลาบเหลือง เป็นการรวมตัวของผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ในอันที่จะดูแลปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชนอย่างแท้จริง
กุหลาบ เป็นสัญลักษณ์ของ  "ความรัก  ความห่วงใย"
สีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ แห่งธรรมะ หรือ คุณธรรม
กุหลาบเหลือง จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการนำ ธรรมะอันดีงามมาหยิบยื่นให้ด้วยของความรักและความห่วงใย
สมาชิก ของกลุ่มกุหลาบเหลือง จึงเกิดขึ้นจากทุกท่านทุกหมู่เหล่าที่รักและห่วงใยชาติบ้านเมือง  และต้องการที่จะร่วมมือผนึกกำลังกัน  เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชาติ โดยใช้ ธรรมะ เป็นหลักยึด   

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กลุ่ม Yellow Rose หรือกุหลาบเหลือง ...เพื่อสร้างสรรค์สังคม


            กลุ่ม Yellow Rose หรือกุหลาบเหลือง ...เพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยพลเอกกิตติ รัตนฉายา ประธานกลุ่ม
            Yellow Rose หรือ “กุหลาบเหลือง” เป็นการรวมตัวของผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ในอันที่จะดูแลปกป้อง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และ ประชาชน” อย่างแท้จริง กุหลาบ เป็นสัญลักษณ์ของ “ความรัก ความห่วงใย” สีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ แห่งธรรมะ หรือ คุณธรรม กุหลาบเหลือง จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการนำ “ธรรมะ”อันดีงามมาหยิบยื่นให้ด้วยของความรักและความห่วงใย สมาชิก ของกลุ่มกุหลาบเหลือง จึงเกิดขึ้นจากทุกท่านทุกหมู่เหล่าที่รักและห่วงใยชาติบ้านเมือง และต้องการที่จะร่วมมือผนึกกำลังกัน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของชาติ โดยใช้ “ธรรมะ” เป็นหลักยึด  

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จดหมายแสดงความคิดเห็นจากผู้ใช้นามปากกา “สามัคคี”

เรียน ท่าน พล.อ.กิตติ รัตนฉายา

ผมได้ชมบทสัมภาษณ์ของท่านในรายการ สู้เพื่อบ้านเมืองจนจบ (ยกเว้น Part 7 ไม่มีใน Youtube) ผมสามารถจับประเด็นสำคัญได้สองเรื่องคือ เรื่องของการปฏิรูปทางการเมือง และ บทบาทของทหารในการสนับสนุนการปฏิรูปทางการเมือง  

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กองทัพกับประชาธิปไตย

         เมื่อวันที่  25  เมษายน 2517 ขบวนการยังเตอร์กแห่งกองทัพโปรตุเกส นำโดย พันเอก Antonio  Ramalho  Eanes ได้กระทำรัฐประหารโค่นระบอบเผด็จการของฝ่ายพลเรือนของนาย Antonio  Salazar  และนาย Marcello  Caetano  ได้อย่างเป็นผลสำเร็จ  และมีผลทำให้ประเทศโปรตุเกสกลับมามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนับแต่นั้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองโปรตุเกสยุคศตวรรษที่ 20 ด้วย  นอกจากมีผลทำให้ภาพพจน์  ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกองทัพโปรตุเกสมีความโดดเด่น และเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนโปรตุเกสแล้ว  การรัฐประหารดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการรัฐประหารที่ฝ่ายกองทัพโปรตุเกสทำเพื่อคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน  ไม่ใช่เพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการทหารเข้าแทนที่ระบอบเผด็จการพลเรือน     

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทหารแท้ไม่มีวันตาย

ทหารแท้ไม่มีวันตาย
Old  soldiers never die; they just fade away.
“ทหารแท้ไม่มีวันตาย  เขาเพียงแต่หายหน้าไป”
Douglas Macarthur, (January 26, 1880 – April 5, 1964)
ขุนพลแปซิฟิก  นายพลห้าดาวกองทัพบกอเมริกัน
ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพันธมิตร จอมพลแห่งกองทัพฟิลิปปินส์  ผู้ยึดครองและบิดาแห่งรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น
          ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมยังเขียนเรื่องทหารไม่จบ เพราะมันฝังใจอยู่กับความเป็นทหาร มิไยจะมีผู้ที่สวมเครื่องแบบเข้าใจผิดว่า ผมเกลียดทหาร จึงก่นด่าเสียรุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย    

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบูรณ์[ตอนที่ ๙]

 กองทัพกับการปฎิรูปการเมือง

          บทนำ

          ประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งชาติ เมื่อยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Middle Age) ในระบบ ฟิวดัล (Feudalism) นั้น มีรูปของประเทศเป็นแบบราชอาณาจักรตลอดมากว่า 700 ปีราชอาณาจักรนี้เป็นวัฒนธรรมตะวันออกทางการเมืองการปกครองที่ถูกหล่อหลอมเป็นจิตวิญญาณของชาติตลอดมาล่วงถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงประยุกต์ก่อตั้งเป็น ชาติสมัยใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์คุณเอกภาพ 3 ประการ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกแล้วจะไม่มีความเป็นชาติคือ  สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สะท้อนอยู่ในธงไตรรงค์ 3 สีคือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงินสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั้งปวง

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบูรณ์[ตอนที่ ๘]

ปัญหา แนวทางนำประเทศออกจากวิกฤติการเมืองและการปฏิรูปการเมือง

          ข้อเท็จจริง


          1.ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์ร่วมกับประชาชาชนช่วยกันปกครองประเทศคือ การปกครองแบบราชประชาสมาสัย ตามคติโบราณ

          2.ก่อนปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตย เป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์ 

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๗]

แผนปฏิบัติการกุหลาบเหลือง
The yellow Rose Action Plan


          1.  สถานการณ์

          ก. พฤติกรรมของรัฐบาล

          1)  การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายยามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
          2)  ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
          3)  ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
          4)  การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ
          5)  วิกฤติสภา  สภาล่ม 3 ครั้งสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
          6)  รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล )โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความเชื่อถือ  มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้ 

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๖]

แผนปฏิบัติการ
Action Plan


          1.  สถานการณ์

          ก. พฤติกรรมของรัฐบาล

             1)  การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างกระบวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายยามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่นใช้ TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
             2)  ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
             3)  ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
             4)  การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบอบทักษิณ
             5)  วิกฤติสภา  สภาล่ม 3 ครั้งสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม  สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
             6)  รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ ( ทำเนียบรัฐบาล )โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความเชื่อถือ  มีอำนาจแต่บริหารไม่ได้

        ข. คณะฟื้นฟูประชาธิปไตยแห่งราชอาณาจักรไทย  ประกอบด้วย

             1)  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
             2)  กองทัพ
             3)  กลุ่มสนับสนุน ( ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน )

          2.  ภารกิจ

          ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยแห่งราอาณาจักรไทย โดยการปฏิรูปการเมือง ไปสู่การปกครองระบบประชาธิปไตย ตามคติราชประชาสมาสัย คือพระมหากษัตริย์ กับ ราษฎร ร่วมกันปกครองประเทศ

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๕]

บทวิเคราะห์สถานการณ์ สงครามครั้งสุดท้าย ระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

          สถานการณ์เฉพาะ

          1.  สถานการณ์ปัจจุบัน น่าจะถือว่าประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติรัฐธรรมนูญนำไปสู่วิกฤติชาติ  วิกฤติความมั่นคง ของสถาบันชาติ  สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความสุข ความสงบ ของประชาชนชาวไทย โดยพฤติกรรมของรัฐบาลตั้งแต่ ปี พ.ศ.2544 – ปัจจุบัน คือการกระทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยการพยายามล้มล้างอำนาจตุลาการ การใช้องค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ ลบล้างกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะ เช่นใช้สถานีโทรทัศน์ NBT เคลื่อนไหวต่อต้าน ทำลายชื่อเสียง บิดเบือน ความน่าเชื่อถือของอำนาจตุลาการ องค์กรกลาง ปปช. กกต. ฯลฯ เป็นต้น

          2.   รัฐบาลขัดขืน เมินเฉย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คำสั่งศาล ในหลายกรณี

          3.   สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกอยู่ในภาวะอันตรายยิ่ง จากขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการใช้สื่อทุกชนิดปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง

          4.   กองทัพไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน” และหน้าที่รักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๔]

แนวทางการปฏิบัติของทหารต่อวิกฤติ

           สถานการณ์เฉพาะ

           1. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี 2544  มีพฤติกรรมไม่จงรักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์  นำไปสู่แนวคิดที่ล้มล้างสถาบัพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างพระมหากษัตริย์ ในเวลาต่อมา จนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต้านรัฐบาลขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆเป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน

           2. พฤติกรรมของรัฐบาลนอมินี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
             1) การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ โดยพยายาม ล้มล้างขนวนการยุติธรรม โดยใช้สื่อของรัฐเป็นเครื่องมือในการพยายามล้มล้างกระบวนการยุติธรรม เช่น TV NBT จัดรายการต่อต้านทำลายความน่าเชื่อขององค์กรกลาง ปปช. กกต.
             2) ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรม คำสั่งพิพากษาศาล ในหลายกรณี
             3) ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
             4) การจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเกื้อกูลผลประโยชน์ต่อพวกพ้องนักการเมือง และระบบทักษิณ
             5) วิกฤติสภา สภาเล่ม 3 ครั้ง สมาชิกไม่ครบองค์ประชุม สมาชิกไม่ปฏิบัติหน้าที่
             6) ไม่สามารถบริหารประเทศได้ ศูนย์กลางอำนาจ (ทำเนียบรัฐบาล) โดนยึดโดย พธม. รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือ มีอำนาจ แต่บริหารไม่ได้ แต่ยังไม่มีการแก้ไขใดๆทั้งสิ้น

           3. สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับการกอบกู้ชาติและค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทังทุกวันนี้หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ บนแผ่นหินอ่อนว่า”เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน”

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๓]

เธออยู่ไหน

ประชาชน “เธออยู่ไหน?” ปฐมพงษ์ “ฉันอยู่นี่ ที่รักจ๋า”

คำกล่าวอมตะ พลเอกแมคอาเธอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐ ที่ได้กล่าวกับนักเรียนนายร้อยเวปอยต์ ( USMA ) ว่า “ Old soldier never die but fade away “ ซึ่งแปลว่า “ทหารแก่ไม่เคยตาย แต่ค่อยๆเลือนหายไป จากความทรงจำ”        


          1.   ผมติดตามข่าวสารบ้านเมืองตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 ด้วยความเป็นห่วง ในฐานะประชาชนเต็มขั้นและเป็นนายทหารแก่นอกประจำการของกองทัพ ผมได้ติดตามความเจริญก้าวหน้า ความเสื่อมของบ้านเมืองตลอดมา    โดยเฉพาะตามความเจริญและความเสื่อมของกองทัพ ด้วยความชื่นชมและความห่วงใย 
               ปรัชญาหรืออดุมคติของกองทัพไทย ในการปฎิบัติงานเพื่อ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน “ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญา เกียรติยศ และเป็นสัจจะธรรมที่ประชาชนเคยชื่นชม
แต่บัดนี้ประชาชนเฝ้าดูกองทัพด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและไม่แน่ใจ คำว่า “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน “ของกองทัพมีความหมายเดียวกับคำว่า “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๒]

คุณทหาร : Where are you? And who are you?


แปลว่า “คุณทหาร ขณะนี้คุณอยู่ที่ใหน” และ “คุณเป็นใครกันแน่”
  
          จากคำถามที่แหลมคมชวนให้คิด ทำให้ผม “ทหารแก่” คนหนึ่งต้องหยุดคิดเพื่อใช้สติ ใช้ปัญญา ใช้สามัญสำนึก พิจารณาค้นหา “ตัวตนที่แท้จริง” ของผม และ “ของทหารของชาติ” ว่า “เรา (ทหาร) คือใครกันแน่” ผมได้ค้นพบคำตอบแล้วสรุปได้ดังนี้
  
          ข้อที่ 1. สถานการณ์บ้านเมืองจากประวัติศาสตร์ชาติไทยกรุงศรีอยุธยา พุทธศักราช 2308 - 2310                   - ผู้มีอำนาจทุศีล ไร้จริยธรรม หลงเหลิงมัวเมาในอำนาจ

การปรับยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะอย่างสมบรูณ์[ตอนที่ ๑]

คุณทหารกับคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์


          บทนำ

          คำปฏิญาณ  คือ การให้คำมั่นสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์  จริงจัง  และมั่นคงว่า ตนจะปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัด เป็นคำสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อแสดงความซื่อสัตย์ สุจริต  และความจงรักภักดีในการที่จะปฏิบัติงานตามหน้าที่ ของตนเอง ของคณะ ในฐานะที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ  ในขณะเดียวกันคำปฏิญาณนั้นก็เป็นการให้คำสัญญาต่อตนเองว่า จะธำรง ไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งคำปฏิญาณทุกคำพูด ทุกประโยค ด้วยจิตวิญญาณและด้วยจิตใต้สำนึก ของบุคคลเหล่านั้น โดยให้คำปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในโบสถ์ วิหาร หรือต่อหน้าหมู่มหาประชาชน เช่นคำปฏิญาณในพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของไทย  คำปฏิญาณของเหล่าอัศวินในประเทศยุโรป และของเหล่าสวามินต่อโชกุนในญี่ปุ่น